ภาพยนตร์ไทยในยุค 16 มม. (2490 - 2515)
09/07/04 (By: วิมลรัตน์ อรุณโรจน์สุริยะ)

ภาพยนตร์ไทย ในยุค 16 มม.
นับตั้งแต่ภาพยนตร์ในระบบ 16 มม. เรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย ที่ออกฉายในปีพ.ศ. 2492 ประสบผลสำเร็จทางด้านรายได้อย่างดงาม การสร้างภาพยนตร์ไทยในระบบ 16 มม. ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายขึ้นทันที แม้ว่าภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. จะ ไม่จัดว่าได้มาตรฐาน แต่ด้วยข้อได้เปรียบ ของการถ่ายทำ ในระบบดังกล่าว ที่นอกจากจะสะดวกรวดเร็วกว่า

กล่าวคือเมื่อถ่ายทำเสร็จสามารถ ล้างฟิล์มแล้วนำออกฉาย ได้เลยแล้ว ยังลงทุนต่ำกว่าการถ่ายทำภาพยนตร์ ในระบบ 35 มม. และสามารถกอบโกย กำไรได้อย่างงดงาม จึงเป็นแรงจูงใจให้มีนักสร้าง ภาพยนตร์สมัครเล่น โดดเข้ามาเป็น ผู้อำนวยการสร้างกันมาก โดยเฉพาะ ในช่วงปี พ.ศ. 2500-2515 คนในกลุ่มนี้มีจำนวนเกือบครึ่ง บางคนเข้ามาเพียงเพื่อได้ชื่อว่า เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ขณะที่บางคนก็เข้า มาเพื่อกรอบโกย ชื่อเสียงเงินทอง

ช่วงเวลา 15 ปีเต็มอันเป็นช่วงรุ่งเรือง ของภาพยนตร์ไทยในระบบ 16 มม. นี้ แม้จะนับได้ว่าเป็นช่วง ที่วงการภาพยนตร์ไทย คึกคักมากช่วงหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การสร้างภาพยนตร ์ของคนไทย ทั้งยังเป็นช่วงที่ม ีปริมาณการสร้าง ภาพยนตร์มากที่สุด แต่ก็ว่าเป็นช่วงหยุดนิ่งของวงการ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในแง่การพัฒนาคุณภาพและ เนื้อหา ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมักเดินตามรอย

ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ มากก่อน ไม่มีใครกล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ถึงกระนั้นเราก ็ไม่อาจปฏิเสธ ได้อีกเช่นกันว่าช่วงเวลา ดังกล่าวนี้ได้สร้าง 'ดารา' ที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น ในวงการภาพยนตร์

สูตรหนัง 16 มม.

ดังได้กล่าวแล้วว่า ความคึกคักเฟื่องฟูของภาพยนตร์ 16 มม. ตลอดระยะเวลาถึง 15 ปีนั้น เป็นปีในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ และภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็มักจะเดินตามรอยภาพยนตร์ทำเงิน จนมีลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกันจนดูเป็นสูตรสำเร็จ

เราจะพบว่าเนื้อหาของภาพยนตร์ 16 มม. มักเป็นแบบที่เรียกกันว่า 'วรรณกรรมฟองสบู่' ไม่เน้นความเป็นไปได้หรือความสมจริงมากนัก หากแต่เน้นความเพลิดเพลินเพื่อนำคนดูออกจากโลกแห่งความเจริญเป็นสำคัญ นอกจากนี้ภาพยนตร์ 16 มม. ส่วนใหญ่จะต้องมีครบรสทั้งตลก ชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา บู๊ล้างผลาญรวมไปถึงโป๊บ้างในบางฉาก เรื่องราวมักเป็นแบบสุขนาฏกรรมและจบลงด้วยธรรมะชนะอธรรมเสมอ

ด้านตัวละครนั้นจะแย่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน ในแบบขาวจัดดำจัด ตัวละครฝ่ายดีจะประกอบไปด้วย พระเอก นางเอก ตัวตลกตามพระ ตามนาง ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อน พี่เลี้ยง หรือคนใช้ ส่วนตัวละครฝ่ายเลวซึ่งมักจะเป็นศัตรูของพระเอกนางเอก ก็มีตั้งแต่โจร อันธพาล นางอิจฉา ดาวยั่ว ฯลฯแล้วแต่เนื้อเรื่อง ตัวละครเหล่านี้พบได้ในภาพยนตร์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญ ภาพยนตร์ชีวตรันทด ภาพยนตร์รักโรแมนติก หรือภาพยนตร์ตลก จะต่างกันก็เพียงความเข้มข้นของตัวละครเท่านั้น

ที่สำคัญ บุคลิกลักษณะตัวละครมักจะมีด้านเดียวและไม่มีพัฒนาการใด อย่างที่เรียกว่าเป็นบุคลิกแบบ 'แบน' กล่าวคือเป็นนางเอกก็มักจะต้องเป็นคนดี ส่วนพระเอกก็จะต้องเก่งไปทุกเรื่อง รอบรู้เล่ห์เหลี่ยมของคนร้าย ส่วนตัวร้ายก็ร้ายเต็มที่โดยที่ไม่ต้องมีเหตุผล แต่สุดท้ายแล้วก็จะต้องพ่ายแพ้กับความดีของนางเอกหรือความเก่งของพระเอกเสมอ

ส่วนตัวละครตามพระตามนางนั้นนอกจากเป็นตัวตลกที่สร้างความสนุกสนานแล้ว ยังมีหน้าที่พิเศษคอยปกป้องพระเอกนางเอกด้วย หากพระเอกนางเอกตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ตัวละครเหล่านี้ก็จะออกมาช่วยเหลือให้รอดพ้นได้ในนาทีสุดท้ายเสมอ หรือไม่เช่นนั้นก็จะเป็นผู้กุมความลับสำคัญที่สามารถช่วยพระเอกนางเอกได้ในตอนจบเช่นกัน

นอกจากเนื้อหาและตัวละครจะมีลักษณะคล้ายกัน การคัดเลือกเรื่องมาสร้างเป็น ภาพยนตร์ก็ยังมีเกณฑ์การเลือกที่เหมือนกัน คือ จะต้องเป็นนวนิยายหรือละครวิทยุที่กำลังได้รับความนิยมจากคนอ่านหรือคนฟัง ในบางครั้งผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการให้ภาพยนตร์ของตนประสบความสำเร็จ ก็อนุญาตให้คณะละครวิทยุนำเอาบทประพันธ์ที่ตนเองซื้อมา ไปทำเป็นละครวิทยุก่อน เพื่อให้ประชาชนติดตามเมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย ที่สำคัญ เนื้อหาของนวนิยายหรือละครวิทยุเรื่อนั้นๆ จะต้องเข้าข่ายภาพยนตร์ทำเงินในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อภาพยนตร์แนวใดได้รับความนิยมทำรายได้ งาม ก็จะมีผู้สร้างภาพยนตร์ในแบบเดียวกันนี้ตามออกมาเป็นแถว

ในส่วนของผู้ชมเอง เนื้อหาของภาพยนตร์จะไม่ใช่สิ่งสำคัญนัก เพราะคนดูส่วนใหญ่ก็มักจะรู้เรื่องราวเหล่านี้ดีอยู่แล้ว จากที่เคยอ่านหรือที่ได้ฟังจากวิทยุ ทั้งยังดูเหมือนจะนิยมติดตามชมภาพยนตร์เรื่องที่ตนเองรู้จักเป็นอย่างดีด้วย อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้ชมภาพยนตร์ยุคนั้นก็คือ 'ดารา' หากดาราที่น่าแสดงเป็นที่ชื่นชอบ แม้ว่าจะฟังละครวิทยุมาจนจำได้ทุกฉาก หรืออ่านนินายมานับสิบรอบ เขาก็จะต้องติดตามไปชมภาพยนตร์นั้น ๆ เพื่อดู 'ดารา' ของเขาอยู่ดี

'ดารา' ปัจจัยสำคัญแห่งความรุ่งเรือง

'...ใครก็รู้ว่า มิตรเป็นพระเอกหนัง เล่นหนังเป็นพระเอกมาแล้วถึง 300 เรื่อง ในชีวิตอันสั้นของเขา น่าประหลาดไหมที่มิตรไม่เคยได้รับตุ๊กตาทองแม้แต่ตัวเดียว ทั้งที่เล่นหนังมาแล้ว 300 เรื่อง และหนังไทยขาดเขาไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมิตรไม่ใช่นักแสดงเล่นหนังเล่นละครกับใครเขาไม่ได้ทั้งนั้น เวลาเล่นหนังเขาก็เอาตัวจริงของเขาใส่เข้าไปในหนังจะเล่นเป็นเศรษฐี หรือยาจก หรือนักเรียนนอกหรือบทที่เป็นไปไม่ได้เช่น พระลอ หรือนักร้องลูกทุ่ง เขาก็ไม่ต้องสนใจที่จะแสดงบทเหล่านั้นให้เสียเวลา เขาเป็นเพียง มิตร ชัยบัญชา ตัวจริงไม่ว่าอยู่ในบทใด ๆ และอาจเป็นเพราะเหตุนี้ ที่เขาสามารถเล่นหนังได้พร้อม ๆ กันในวันเดียวกันถึงสี่หรือห้าเรื่อง เพียงแต่ปรากฏตัวหน้ากล้องก็พอถมไปแล้ว เพราะคนดูต้องการเพียงแค่นั้น...'

(ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2513)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนในความสำเร็จของภาพยนตร์ 16 มม. นั้น อยู่ที่ 'ดารา' ในช่วงนั้นอาจกล่าวได้ว่าผู้ชมภาพยนตร์ไทยส้วนใหญ่เป็นชาวบ้านธรรมดาที่มีชื่อเสียงชอบนักแสดงคนใดก็จะติดตามชมผลงานของนักแสดงคนนั้นไปทุกเรื่องไม่ว่าเขาจะรับบทอะไรก็ตาม โดยแทบจะไม่สนใจด้วยซ้ำว่า ดาราคนนั้นแสดงได้สมบทบาทหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนไปนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ก่อนหน้าที่ มิตร ชัยบัญชา จะก้าวขึ้นเป็นพระเอกยอดนิยมของชาวไทยทั่วประเทศ ยังไม่มีนักแสดงคนใดที่ครองความนิยมจากผู้ชมได้ยืนยาวนัก นักแสดงฝ่ายชายอาจจะมี สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ นักแสดงภาพยนตร์ที่โด่งดังมาจากละครเวที ครองความนิยมได้นานที่สุด ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีดาราหญิงอยู่กลุ่มหนึ่งผลัดเปลี่ยนกันขึ้นอันดับดารายอดนิยม นับตั้งแต่วิไลวรรณ วัฒนพานิช นางเอกที่โด่งดังมาจากภาพยนตร์เรื่อง สาวเครือฟ้า ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2495 อมรา อัศวนนท์ นางเอกภาพยนตร์ที่มาจากเวทีประกวดนางสาวไทย และ รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ทั้งนี้ก่อนปี พ.ศ. 2502 คู่พระ-คู่นางที่ผูกขาดวงการภาพยนตร์ไทยก็ยังไม่ปรากฏ มีเพียงกลุ่มนักแสดงชั้นนำที่คนดูให้การยอมรับหรือชื่นชมเท่านั้น จนมาในปี พ.ศ. 2505-2513 พระเอก-นางเอก ของวงการภาพยนตร์ไทยจึงได้ถูกผูกขาดโดย 'มิตร-เพชรา'

พิเชษฐ์ พุ่มเหม หรือ 'มิตร ชัยบัญชา' เริ่มต้นชีวิตนักแสดงในภาพยนตร์เรื่อง ชาติเสือ คู่กับ เรวดี ศิริวิไล (นางเอกจากภาพยนตร์เรื่อง สันติ-วีณา) หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี พ.ศ. 2501 ชื่อของ มิตร ชัยบัญชา ก็ติดกลุ่มพระเอกชั้นนำของวงการภาพยนตร์ไทย อันประกอบด้วย ไชยา สุริยัน ลือชัย นฤนาท อดุลย์ ดุลยรัตน์ ชนะ ศรีอุบล ฯลฯ

ถึงปี พ.ศ. 2505 เมื่อภาพยนตร์เรื่อง บันทึกรักพิมพ์ฉวี ที่นางเอกใหม่จากเวทีการประกวดเมษาฮาวาย เพชรา เชาวราษฎร์ แสดงคู่กับ มิตร ชัยบัญชา ความเปลี่ยนแปลงในวงการภาพยนตร์ก็เกิดขึ้นทันที จะด้วยความสามารถทางการแสดงของดาราทั้งคู่ความลงตัวของคู่พระ-คู่นาง หรือเพราะบทภาพยนตร์ก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างมาก และได้ส่งผลให้ 'มิตร-เพชรา' กลายเป็นคู่พระ-คู่นางผูกขาดอยู่ในวงการภาพยนตร์ไทยมานับแต่นั้น ดังจะเห็นได้ว่า รายชื่อภาพยนตร์ที่ออกฉายหลังจาก บันทึกรักพิมพ์ฉวี มากกว่าครึ่งหนึ่งจะต้องมีชื่อมิตร-เพชรา เป็นพระเอกนางเอก หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะต้องมีชื่อคนใดคนหนึ่งเป็นดารานำ

เมื่อประชาชนให้การต้อนรับพระ-นางคู่นี้อย่างท่วมท้น ทำให้บริษัทภาพยนตร์หรือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ในยุคนั้นต่างชิงตัว มิตร-เพชรา เป็นผู้แสดงนำในภาพยนตร์ของตนเสมอ เพราะจะเป็นหลักประกันได้เป็นอย่างดีว่า ภาพยนตร์ที่ตนสร้างจะไม่ขาดทุน และมีโอกาสทำกำไรอีกด้วย ความนิยมนี้ส่งผลให้คิวแสดงของดาราทั้งคู่เต็มเหยียดจนต้องมีระบบคิวขึ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่นักสร้างภาพยนตร์จากบริษัทต่าง ๆ เป็นที่ทราบกันในวงการภาพยนตร์ว่า มิตรชัยบัญชาพระเอกยอดนิยมของคนไทยทั้งประเทศ จะจัดคิวการแสดงทุกวันที่ 25 ของเดือน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์รายใดต้องการตัวเขาไปแสดงภาพยนตร์ ต้องติดต่อล่วงหน้า ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บางคนถึงกับยอมลงทุนไปนั่งรอว่าตนเองจะได้คิวของพระเอกคนนี้ในวันใดหลังจากนั้นเพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกคู่ขวัญก็จะจัดคิวของตนเองให้สอดคล้องกัน

เราอาจกล่าวได้ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2505-2513 มิตร-เพชรา มีส่วนสำคัญที่ทำให้วงการภาพยนตร์ในยุค 16 มม. คึกคักและมีอายุยืนนานมาได้ แม้ว่าในความเป็นจริง ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. จะไม่ได้มาตรฐานสากล และยังเป็นอุปสรรคในการนำภาพยนตร์ออกสู่ตลาดโลกก็ตาม

นักพากย์ผู้อยู่เบื้องหลังที่ไม่อาจมองข้าม

ด้วยระบบการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยส่วนใหญ่ยุคนั้นจะถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ใบ้ตัวแสดงพูดไปตามบทโดยไม่มีการบันทึกเสียง (เพราะการถ่ายทำในระบบเสียงในฟิล์มจะต้องลงทุนสูง มีขั้นตอนมาก และต้องมีโรงถ่ายเก็บเสียง) โดยเฉพาะในช่วงที่วงการภาพยนตร์ไทยนิยมถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. ผู้สร้างส่วนมากจะรีบเร่งถ่ายทำให้จบ เพื่อตัดต่อและเข้าฉายโดยเร็ว นักพากย์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เหล่านั้นสามารถสื่อสารกับคนดูได้ ก็เป็นแม่เหล็กสำคัญไม่แพ้ดาราในการดึงให้ผู้ชมมาชมภาพยนตร์

ในช่วงเวลานั้นนักพากย์ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ได้แก่ รุจิรา-มารศรี พันคำ (พร้อมสิน สีบุญเรื่อง) เสน่ห์ โกมารชุน จุรี โอศิริ สีเทา สมพงษ์ วงศ์รักไทย ฯลฯ บุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ให้เสียงตัวละคร ตลอดจนทำเสียงประกอบในภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และ ในระหว่างการพากย์สด อาจจะมีการพากย์นอกบทเพื่อกล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเชิงล้อเลียน หรือเสียดสี หรือสร้างมุขตลกที่คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ เพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่คนดู จนบางครั้งอาจกล่าวได้ว่า ภาพยนตร์จะสนุกหรือไม่สนุกก็ขึ้นอยู่กับนักพากย์ด้วยเช่นกัน

ในช่วงหลัง การจะให้นักพากย์ซึ่งมีจำนวนไม่มากนักในกรุงเทพฯ มานั่งพากย์ภาพยนตร์กันสด ๆ ทุกรอบเป็นเรื่องยากมากขึ้น บางคนก็มีงานประจำอยู่แล้ว อาชีพการพากย์หนังเป็นเพียงงานอดิเรก นอกจากนี้นักพากย์บางคนก็จะต้องพากย์ภาพยนตร์ แขก จีน ฝรั่ง ที่เข้ามาฉายในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการพัฒนาระบบการพากย์ภาพยนตร์เพื่อให้สะดวกและเป็นไปได้มากขึ้น โดยหลังจากรอบปฐมทัศน์ที่นักพากย์จะต้องพากย์สดเป็นธรรมเนียมอยู่แล้วนั้น ทางโรงภาพยนตร์จะจัดให้มีการพากย์สด อีกประมาณสองสามรอบ จนนักพากย์คล่องกับบทที่ตนเองต้องพากย์แล้ว ก็จะทำการบันทึกบทพากย์เหล่านั้นลงในเทปบันทึกเสียง แล้ว เปิดเทปไปพร้อม ๆ กับการฉายภาพยนตร์

ส่วนในต่างจังหวัดยังคงมีนักพากย์ท้องถิ่นเป็นผู้พากย์ภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในจังหวัดนั้น ๆ นักพากย์ท้องถิ่นบางคนจะต้องเดินสายพากย์ภาพยนตร์ แล้วแต่ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ จะเข้าฉายในกี่จังหวัด นักพากย์ท้องถิ่นที่มีความสามารถสูง เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม ก็ถือเป็น 'ดารา' ได้เช่นกัน

กระทั่งมาในช่วงปี พ.ศ. 2512-2515 เมื่อสร้างภาพยนตร์ 16 มม. ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนหมดไปในที่สุด และผู้สร้างภาพยนตร์หันมาสร้างภาพยนตร์ 35 มม. แต่ยังคงถ่ายแบบภาพยนตร์ใบ้ ระบบการพากย์ก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้สร้างจะว่าจ้างนักพากย์มาทำการพากย์เสียงตัวแสดงในห้องบันทึกเสียง และพิมพ์เส้นเสียงเหล่านั้นให้ตรงกับภาพที่ปรากฏ ก็จะได้ภาพยนตร์เสียงโดยที่นักพากย์ไม่จำเป็นต้องมาพากย์กันสด ๆ ระหว่างการฉายอีกต่อไป

นายทุน ตัวแปรสำคัญของภาพยนตร์ 16 มม.

นอกจากดาราและนักพากย์ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ที่ไม่อาจมองข้าม ได้ก็คือผู้ที่มีส่วนอยู่ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญนับตั้งแต่การกำหนดเรื่องที่จะสร้างการคัดเลือกนักแสดง ความสมบูรณ์ของภาพยนตร์ที่จะออกฉาย และเกี่ยวเนื่องไปถึงรายได้ที่จะได้รับ ทว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างอีกที และเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อภาพยนตร์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง กับภาพยนตร์ในยุค 16 มม. นี้ ก็คือ นายทุนซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ เจ้าของโรงภาพยนตร์ ตลอดจนสายหนังต่างจังหวัด ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเราจะพบว่าองค์ประกอบหรือเงื่อนไขต่าง ๆ จากนายทุน ได้ส่งผลต่อคุณภาพของภาพยนตร์ไม่น้อยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากลุ่มผู้กำกับและ ผู้อำนวยการสร้างทั้งหมดจำ เป็นจะต้องพึ่งนายทุนเสมอไป ในวงการภาพยนตร์ไทย นั้นสามารถ แบ่งกลุ่มผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างออก ได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง เป็นกลุ่มผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร ์เป็นอาชีพ มีความรู้ทางการสร้างภาพยนตร์เป็นอย่างดี มีโรงถ่ายและอุปกรณ์ในการถ่ายทำ ภาพยนตร์พร้อมมีเงินทุน ในการสร้างภาพยนตร์ และมักจะถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. ตามมาตรฐานสากล บุคคลในกลุ่มนี้ประกอบด้วย

'หนุมานภาพยนตร์' ของ รัตน์ เปสตันยี นักสร้างคุณภาพคนหนึ่งของ วงการภาพยนตร์ไทย เป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง 'สันติ-วีณา' เป็นภาพยนตร์ไทย เรื่องแรกที่ได้ รับรางวัลนานาชาต ิมากมาย นอกจาก สันติ-วีณา แล้ว หนุมานภาพยนตร์ยังมี ภาพยนตร์ที่ น่าสนใจอีก อาทิ ชั่วฟ้าดินสลาย ปี พ.ศ. 2498 โรงแรมนรกปี พ.ศ. 2500 แพรดำ ปี พ.ศ.2504 และ น้ำตาลไม่หวาน ภาพยนตร์ตลกร้ายที่เสียดส ีความเป็นภาพยนตร์ไทย ออกฉายในปี พ.ศ. 2507 เป็นภาพยนตร ์เรื่องสุดท้าย ของ หนุมานภาพยนตร์

'อัศวินภาพยนตร์' ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองศ์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เปิดตัวครั้งแรก กับภาพยนตร์ 16 มม. เรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ออกฉายปี พ.ศ. 2493 มีการเปลี่ยนแปลง เป็นการถ่ายทำ ในระบบฟิล์ม 35 มม. ภาพยนตร์เรื่อง เรือนแพ นำแสดงโดย ส.อาสนจินดา ไชยา สุริยัน ออกฉาย ในปี พ.ศ. 2504 เป็นภาพยนตร์ที่สร้างชื่อ ให้ อัศวินภาพยนตร์อย่างมาก

'ละโว้ภาพยนตร์' ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ เริ่มต้นสร้าง ภาพยนตร์ในช่วงก่อน สงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2479 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง หนามยอกหนามบ่ง แต่ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อ ให้ละโว้ภาพยนตร์อย่างมาก คือภาพยนตร์เรื่อง 'นางทาษ' ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ส่งเข้าประกวดที่ เบอร์ลิน (ประมาณปี พ.ศ. 2503) ส่วนภาพยนตร์ที่ยังคงอยู่ ในความทรงจำของ นักดูภาพยนตร ์ คือ ภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2508

กลุ่มที่สอง ส่วนมากเป็นนักแสดง นักพากย์ คนเขียน หรือผู้ที่คลุกคลีอยู่กับวงการบันเทิง มานานนับสิบปี มีประสบการณ์ ในการทำงานจนก้าวขึ้นมาเป็น ผู้กำกับและ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ในเวลาต่อมา บุคคลในกลุ่มนี้ส่วนมากจะไม่มีโรงถ่ายภาพยนตร ์เป็นของตนเอง เงินทุนในการสร้างภาพยนตร์ก็มักจะต้องกู้ยืมมา ดังนั้นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้น ส่วนมากจึงถ่ายทำกันใน ระบบฟิล์ม 16 มม. ซึ่งประหยัดต้นทุน ในการสร้าง บุคคลในกลุ่มนี้ประกอบด้วย ส.อาสนจินดา, เนรมิต, ชรินทร์ นันทนาคร, สมจิตร ทรัพย์สำรวย, คุณาวุฒิ, พันคำ (พร้อมสิน สีบุญเรือง), เสน่ห์ โกมารชุน ฯลฯ ระบบการทำงานจะออกมา ในรูปของกิจการภาย ในครอบครัว ไม่มีการรวมกลุ่มเป็นบริษัท

และกลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มที่พอจะมีเงินทุน บ้าง แต่ไม่มีประสบการณ์ใ นการทำงานไม่มีความรู้ในเรื่องภาพยนตร์ ส่วนมากจะเข้ามาสร้างภาพยนตร ์เพื่อกอบโกยกำไรและ ชื่อเสียงจาการสร้างภาพยนตร์ และมักจะคิดว่าการสร้างภาพยนตร์ เป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนสามารถทำได้ บุคคลในกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุด ในจำนวนผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งหมด แต่ก็มักจะสร้างภาพยนตร ์เพียงเรื่องหรือสองเรื่องก็หายไป

ปัญหาของกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ในยุค 16 มม.

เมื่อเราแบ่งกลุ่มผู้สร้างออก เป็นสามกลุ่ม เราจะพบว่ากลุ่มที่มี บทบาทอย่างมาก ในช่วงปี พ.ศ. 2500-2515 อันเป็นยุคที่ภาพยนตร์ 16 มม. กำลังเฟื่อง ก็คือกลุ่มผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างที่ มาจากบุคคลในวงการภาพยนตร์ เมื่อคลุกคลีมานาน มีประสบการณ์ รู้ระบบการทำงาน ก็อยากจะสร้างงานเอง แต่เมื่อไม่มีเงินทุนมากพอ จึงจำเป็นจะต้องไปกู้เงิน มาสร้างภาพยนตร์ ถ้าภาพยนตร์ทำกำไร ก็สามารถปลดหนี้ และอาจจะมีเงินเหลือมากพอ ที่จะนำมาสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ แต่ในทางตรงข้ามหาก ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จำเป็นที่จะต้องหาเจ้าหนี้รายใหม่ เพื่อมาสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม ่โดยหวังว่าจะ ประสบความสำเร็จสามารถ ชำระหนี้ได้ และด้วยเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด การสร้างภาพยนตร์ในระบบ 16 มม. จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

เมื่อผู้กำกับ หรือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ไม่มีเงินทุนมากพอ ในการถ่ายทำจำเป็นต้องอาศัย บุคคลอื่น จึงเป็นโอกาส ให้เจ้าของโรงภาพยนตร์ ตลอดจนสายหนัง เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บางครั้งอาจม ีการเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ผู้สร้างภาพยนตร์โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว สร้างเสร็จเรียบร้อย จะต้องฉายในโรงภาพยนตร์ของนายทุน เท่านั้น หรือให้สายหนังซึ่งเป็นนายทุน เป็นตัวแทนเพียงรายเดียว ในการนำภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ออกฉายยังต่างจังหวัด ฯลฯ

ปัญหาที่ตามมาก็คือ นายทุนสามารถเลือก เรื่องที่จะมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ สามารถเลือกนักแสดงได ้ว่าต้องการให้ใครแสดง เช่น ในกรณีที่นายทุน ต้องการดารานำแสดงเป็น มิตร-เพชรา หากผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างยินยอม ก็จะสามารถขอเงินทุนเพิ่มได้อีก ด้วยเหตุนี้ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างจึงต้องเกรงใจเ จ้าของเงินทุน ทำให้ขาดความคล่องตัว ในการทำงาน บางครั้งก็ต้องทำงานตามใบสั่งและ ให้ทันเวลากับโปรแกรม การเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์กำหนดไว ้เป็นผลงานที่ออกมา ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร

ในเมื่อภาพยนตร์16 มม. ส่วนใหญ่เป็นผลงานสร้างของ กลุ่มผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งมาจากบุคคลในวงการ อันเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัด ในการทำงานอย่างมากดัง ได้กล่าวมาแล้ว จึงมีผลทำให้ภาพรวม ของหนังในยุค 16 มม. ค่อนข้างลบเมื่อเทียบกับยุคอื่น ๆ แม่เหล็กสำคัญที่ยังคงดึงดูดอยู่ได้อย่าง ไม่เสื่อมคลายจึงมีเพียง 'ดาราคู่ขวัญ' อย่าง มิตร-เพชรา

จนกระทั่งมิตร ชัยบัญชา ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2513 ขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง ดาราคู่ขวัญ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตัว ไปโดยปริยาย ทว่าการใช้ดารามาเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนด ูเช่นที่เคย ทำมาตลอดก็ดูไม่เป็นผลนัก ประกอบกับในช่วงหลัง วงการภาพยนตร์ไทย เริ่มปรับเข้าสู่ยุคใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายภาพยนตร์ 16 มม. จึงเริ่มเดินมาถึงทางตัน

บทสรุปของภาพยนตร์ 16 มม.

ปี พ.ศ. 2513 ถือได้ว่าเป็นปีท ี่เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายอย่างในวงการ ภาพยนตร์ไทย และเป็นปีที่ส่งผลกระทบ ต่อวงการภาพยนตร์ 16 มม. อย่างมาก ในวันที่ 26 มกราคม หน้าบันเทิงหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ลงข่าวแท้ประกาศวุฒิสาร ผู้เคยสร้างความสำเร็จ ให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย เมื่อปี พ.ศ. 2492 ประกาศขายเครื่องมือ สร้างภาพยนตร์16 มม. หลังจากประสบความสำเร็จ ในการสร้างภาพยนตร์ 35 มม. เสียงในฟิล์มเรื่องแรก เมืองแม่หม้าย และในปีนี้จำนวนภาพยนตร์ในระบบ 35 มม. ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เคยออกฉาย เพียงปีละเรื่องสองเรื่อง ได้เพิ่มขึ้นอีกสองสามเท่าตัว

ในวันที่ 17 สิงหาคม ปีเดียวกัน วงการภาพยนตร์ไทยก็ได้สูญเสีย รัตน์ เปสตันยี ผู้บุกเบิกภาพยนตร์ 35 มม. ในประเทศไทย และผู้เรียกร้องคนสำคัญ ที่ทำให้รัฐบาลยอมรับภาพยนตร ์เป็นอุตสาหกรรมแขนงหนึ่ง ของประเทศ รัตน์ เปสตันยี หัวใจวายในระหว่างขึ้นกล่าวปราศัย เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือภาพยนตร์ไทย อย่างจริงจัง ณ ห้องเมธี โรงแรมมณเฑียร

หลังจากนั้นไม่เกิน 2 เดือน... วันที่ 8 ตุลาคม หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ในเมืองไทย ก็ลงข่าวอุบัติเหตุของ พระเอกตลอดกาล มิตร ชัยบัญชา ที่พลัดตกจาก เครื่องเฮลิคอปเตอร์ ระหว่างการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง ข่าวนี้ไม่เพียงสร้าง ความสะเทือนใจแก่บรรดา ผู้ชมภาพยนตร์ไทยเท่านั้น หากยังได้สร้างความเดือดร้อน แก่บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ไทยด้วย เพราะ มิตร ชัยบัญชา ยังมีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำไม่จบอีกนับเรื่อง ทำให้บางเรื่องจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวนักแสดง บางเรื่องต้องประกาศหาบุคคลที่ หน้าตาเหมือน มิตร ชัยบัญชา มาแสดงต่อจนจบ

และในปี พ.ศ. 2513 อีกเช่นกัน ที่ภาพยนตร์ 35 มม. เรื่อง โทน ของผู้กำกับหน้าใหม ่ เปี๊ยก โปสเตอร์ ออกฉายและ ประสบความสำเร็จ อย่างงดงาม ความสำเร็จของ โทน ได้ทำให้ผู้คนในวงการเกิด ความหวังว่า วงการภาพยนตร ์ไทย จะถึงเวลาเปลี่ยนแปลงเสียที จากหยุดนิ่งมานาน นับสิบปี

สำหรับวงการภาพยนตร์ 16 มม. การเสียชีวิตของ มิตร ชัยบัญชา ได้ส่งผลสะเทือนไม่น้อย เนื่องจากผู้สร้างไม่อาจหาดาราระดับ แม่เหล็กมาแทนที่ได้อีก ถึงแม้ว่า สมบัติ เมทะนี จะได้รับความนิยมจาก ประชาชนไม่น้อยก็ตามด้วยเหต ุนี้การสร้างภาพยนตร์ 16 มม. ที่เคยใช้ความเป็นดาราของ มิตร-เพชรา ในการดึงคนดูจึงเริ่มประสบปัญหา ประกอบกับผู้สร้างภาพยนตร ์เริ่มหันไปสร้างภาพยนตร์ 35 มม. กันมากขึ้น เพื่อขอรับการสนับสนุน จากทางรัฐบาล การสร้างภาพยนตร์ 16 มม. จึงได้ซบเซาลงตาม นับได้ว่าเป็นการปิดฉาก ภาพยนตร์ไทยยุค 16 มม. และก้าวไปสู่ ยุคเฟื่องฟู ของภาพยนตร์ไทยอย่างแท้จริง


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab