รัตน์ เปสตันยี รัตนะแห่งหนังไทย
30/05/08

รัตน์ เปสตันยี บุคคลสำคัญท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2451 จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ แล้วไปศึกษาต่อยังประเทศอินเดีย และอังกฤษ จนสำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2475 และในปีพ.ศ.2480 คุณรัตน์เข้าพิธีสมรสกับคุณชื้น ทัพพะทัต มีบุตรธิดา 3 คน คือ คุณพรรณี (เปสตันยี) ตรังคสมบัติ , คุณสันต์ เปสตันยี และคุณเอเดิล เปสตันยี 

คุณรัตน์ เริ่มต้นสนใจในเรื่องการถ่ายภาพตั้งแต่วัยเด็ก ใช้เวลาว่างในการฝึกฝนหาความรู้จนชำนาญ และเคยส่งภาพเข้าประกวดจนได้รับรางวัลอยู่เสมอ ๆ ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เมื่อครั้งขณะศึกษาอยู่ในประเทศอินเดียก็มีผลงานชนะการประกวดการถ่ายภาพในระดับประเทศ ในขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ ก็เป็นสมาชิกของ Royal Photographic Society ปี พ.ศ.2481 คุณรัตน์ส่งภาพยนตร์สั้นเรื่อง “แตง” เข้าประกวดที่เมืองกลาสโกล์ว ประเทศอังกฤษ ได้รับรางวัลจาก ผู้กำกับชื่อดัง อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค หลังจากนั้นได้ส่งภาพยนตร์สั้นเรื่อง “เรือใบสีขาว” เข้าประกวดได้รับรางวัลจากงานมหกรรมโลกนิวยอร์ค เมื่อปีพ.ศ. 2482 เรียกได้ว่านี้คือประตูบานแรกที่เปิดให้ คุณรัตน์ เข้าสู่โลกของศิลปะภาพยนตร์ เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยคุณรัตน์ทำงานที่บริษัทนายเลิศ และบริษัทดีทแฮล์ม นานกว่าสิบปี ก่อนที่จะได้รับการชักชวนจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล แห่งอัศวินภาพยนตร์ ให้มาเป็นช่างภาพ ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “พันท้ายนรสิงห์” (2492) ซึ่งในตอนนั้นถ่ายทำในระบบฟิล์ม 16 มม. หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายและได้รับการตอนรับที่ดีจากคนดู มีส่วนทำให้คุณรัตน์ หลงเสน่ห์ของโลกภาพยนตร์อย่างจริงจัง 

จากนั้น คุณรัตน์จึงเริ่มต้นสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกของตัวเอง “ตุ๊กตาจ๋า” ในปีพ.ศ.2494 รับหน้าที่ทั้งกำกับการแสดง เขียนบทและกำกับภาพ โดยใช้บริเวณบ้านที่ถนนวิทยุ เป็นสถานที่ในการถ่ายทำ เมื่อหนังเรื่อง “ตุ๊กตาจ๋า” ออกฉายก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี คุณรัตน์จึงตกลงใจยึด อาชีพสร้างภาพยนตร์จริงจัง 


รัตน์ กับโลกภาพยนตร์
หลังจากภาพยนตร์เรื่องแรกประสบความสำเร็จ คุณรัตน์ตัดสินใจสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงขึ้น ที่บริเวณบ้านถนนวิทยุ และในช่วงเวลานั้น คุณรัตน์ได้มีโอกาสพบกับนายโรเบิร์ต จี นอร์ธ ชาวอเมริกันอดีตนักสร้างหนังจากฮอลลีวู้ด ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ได้ตกลงเข้าร่วมทุนกันตั้งบริษัทหนุมานภาพยนตร์ และตัดสินใจสร้างภาพยนตร์ระบบมาตรฐานสากล ๓๕ มม. เสียงในฟิล์ม ได้สั่งอุปกรณ์ระบบ ๓๕ มม. สมบูรณ์แบบ โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๙๖ 

“สันติ-วีณา” ผลงานเรื่องแรกที่สร้างในนามหนุมานภาพยนตร์ มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อเข้าร่วมการประกวดภาพยนตร์แห่งเอเชียตะวันออกไกล ครั้งที่ ๑ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปีพ.ศ.๒๔๙๗ แม้ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างด้วยความเร่งรีบ แต่ สันติ-วีณา กลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับภาพยนตร์ไทย การประกวดครั้งนั้นมีภาพยนตร์ที่ส่งเข้าประกวด ๒๖ เรื่อง ภาพยนตร์สั้น ๘ เรื่อง จาก ๙ ประเทศ “สันติ-วีณา” ได้รับ ๒ รางวัลคือรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี) และรางวัลกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (อุไร ศิริสมบัติ) นอกจากนี้ยังได้รางวัลพิเศษจากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกาเป็นกล้อง Mitchell BNC ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ที่แสดงวัฒนธรรมของเอเชียได้ดี 

ท่ามกลางความดีใจของทีมงานที่ภาพยนตร์ไทยได้รับเกียรติประวัติอันน่าชื่นชม กลับต้องพบกับเรื่องที่ไม่คาดคิดเมื่อเดินทางกลับถึงเมืองไทย ต้องเสียภาษีในการนำเข้ากล้องที่เป็นรางวัลจากการประกวด เป็นจำนวนเงินสูงถึง 5000 เหรียญ ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนจากกล้อง Mitchell BNC เป็นกล้อง Mitchell NC ซึ่งมีราคาถูกกว่าเพื่อนำเงินส่วนต่างนั้นมาชำระค่าภาษีที่เกินขึ้น และอีกครั้งเมื่อคราวที่ต้องนำฟิล์มต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” กลับมาเมืองไทย ก็ถูกเรียกเก็บภาษีฟิล์มจากกองเซ็นเซอร์ ในข้อหาส่งฟิล์มเนกาทีฟออกนอกประเทศโดยมิได้รับอนุญาตจากกองเซ็นเซอร์ ทำให้คุณรัตน์จำต้องทิ้งฟิล์มเนกาทีฟไว้ที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะส่งกลับไปเก็บไว้ยังแล็ปที่ประเทศอังกฤษ 

แม้ว่าจะต้องผ่านช่วงเวลาที่ทั้งความภาคภูมิใจ ความคับแค้นใจ และการสูญเสียเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ นายโรเบิร์ต จี นอร์ธ ที่เสียชีวิตอย่างกระทันหัน แต่คุณรัตน์ ก็มิได้ท้อถอยกลับเดินหน้าต่อไปในงานที่ตนรัก 


บทบาทผู้สร้างภาพยนตร์ไทย
ในช่วงแรกของโรงถ่าย รัตน์มักจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง และผู้ถ่ายภาพ มาจนกระทั่ง ภาพยนตร์เรื่อง“โรงแรมนรก” ภาพยนตร์ที่คุณรัตน์ รับหน้าที่กำกับและเขียนบทเองเพื่อทดลองว่าการถ่ายทำด้วยฟิล์ม ๓๕ มม. ขาวดำนั้นมีการลงทุนที่ต่ำกว่าหนังที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี อีกทั้งยังสามารถล้างและพิมพ์ฟิล์มได้ภายในประเทศไม่จำเป็นต้องส่งไปยังแล็ปในต่างประเทศ เป็นเสมือนการเชิญชวนให้คนทำหนังในเวลานั้นหันมาสนใจสร้างภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม ๓๕ มม. กันมากขึ้นเพื่อช่วยกันยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศ “โรงแรมนรก” เป็นภาพยนตร์ไทยที่ล้ำหน้ามากในปี พ.ศ.๒๕๐๐ และตราบจนพ.ศ.นี้ 

อีกจุดมุ่งหมายหนึ่งในการสร้างภาพยนตร์ของคุณรัตน์ ที่เราจะพบเห็นอยู่เสมอ คือความพยายามที่จะเผยแพร่ภาพยนตร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ “แพรดำ” เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความตั้งใจนี้อย่างแท้จริง และได้เข้าร่วมประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน แม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลใด ๆ กลับมา แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากสื่อมวลชนที่ไปร่วมงาน

คุณลักษณะเฉพาะของหนังที่คุณรัตน์สร้างนั้น จะไม่ค่อยคำนึงถึงกระแสนิยมของตลาดมากนัก แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน แต่สำหรับ “น้ำตาลไม่หวาน” ภาพยนตร์ที่สร้างในปี พ.ศ.๒๕๐๗ กลับเป็นงานที่รวบรวมองค์ประกอบของหนังตลาดเข้าไว้ด้วยกัน และในเวลาเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรัตน์ เปสตันยี ไว้ได้ หลังจากเรื่อง “น้ำตาลไม่หวาน” คุณรัตน์ได้ยุติการสร้างภาพยนตร์ด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ และความเบื่อหน่ายในการขอคิวดารา ทำให้หลังจากนี้ไม่มีผลงานภาพยนตร์ออกมาอีก นอกจากหนังเรื่องแล้ว คุณรัตน์ยังได้ผลิตหนังสารคดีให้กับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งผลิตหนังโฆษณาป้อนโรงหนังต่างๆ ด้วย


รัตน์ กับการส่งเสริมของรัฐ
นอกจากการบทบาทการเป็นผู้สร้างภาพยนตร์แล้ว รัตน์ เปสตันยี ยังเป็นแกนนำสำคัญในการเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจปัญหาที่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยกำลังเผชิญอยู่ เรียกร้องให้สนับสนุนภาพยนตร์ไทยในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งด้วย พร้อมทั้งเป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทยด้วย บทบาทในส่วนนี้ได้เดินมาพร้อมกับการเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ โดยเริ่มต้นจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมก่อตั้ง สหพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์แห่งภาคตะวันออกไกล ณ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ.2496 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากประเทศ ญี่ปุ่น, จีน, ฟิลลิปปินส์, มลายู, อินโดนีเซีย และไทย ตัวแทนจากประเทศไทย ประกอบ หม่อมวิภา จักรพันธ์ จากอัศวินภาพยนตร์ นายโรเบิร์ต จี นอร์ธ จากหนุมานภาพยนตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการก่อตั้งเพื่อผดุงฐานะภาพยนตร์ในอาเชียให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศในภาคพื้นยุโรป 

จากการประชุมในครั้งนั้นได้กำหนดให้มีการจัดการประกวดภาพยนตร์ในภูมิภาคเอเชีย ขึ้นในปี 2497 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นเหตุให้เกิดการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “สันติ – วีณา” เพื่อเข้าประกวด และอวดโฉมภาพยนตร์ไทยสู่สายตาชาวโลก 

ผลจากการประชุมทำให้เกิดการผลักดันในการก่อตั้ง “สหพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์ในประทศไทย” (2497) เพื่อทำงานประสานกับสหพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์แห่งภาคตะวันออกไกล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยมีหนุมานภาพยนตร์เป็นแกนนำในการก่อตั้ง มีการประชุมกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2497 ที่โรงถ่ายหนุมาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชุมเพื่อก่อตั้งสมาคมแล้ว กลุ่มผู้เข้าประชุมยังมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายให้โรงภาพยนตร์ทุกโรงฉายภาพยนตร์ไทยปีละ 12 อาทิตย์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศ 

หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง สันติ – วีณา ประสบความสำเร็จ สามารถคว้ารางวัลจากการประกวดในระดับนานาชาติ ส่งผลให้วงการภาพยนตร์ไทยคึกคัก และเป็นเหตุให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เกิดความตั้งใจที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างจริงจัง ได้มีการมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ทำโครงการสร้างเมืองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยจะทำการรวบรวมบริษัทสร้างภาพยนตร์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นหลักฐานเข้าร่วมกันเป็นองค์การรัฐวิสาหกิจ ตระเตรียมที่จะมีการจัดสร้างขึ้นที่ บางแสน แต่โครงการก็มีอันต้องถูกระงับไปหลังจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหาร เมื่อปี พ.ศ.2500 

ความพยายามในการก่อตั้ง สหพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์ในประทศไทย ที่เกิดขึ้นในปี 2497 นั้น ต้องประสบกับข้อปัญหาอย่างมากจากผู้อำนวยการสร้างบริษัทต่าง ๆ เนื่องจากระเบียบในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกนั้นจะต้องเป็นบริษัทที่มีการจดทะเบียนการค้าอย่างถูกต้อง แต่ในช่วงเวลานั้นกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะเริ่มต้น หลายบริษัทยังไม่มีการจดทะเบียน ประกอบกับกลุ่มผู้สร้างส่วนใหญ่สร้างภาพยนตร์ในระบบ 16 มม. ซึ่งมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศมากกว่าการส่งออกไปฉายต่างประเทศ มีส่วนให้ความพยายามในการรวมกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ต้องเลื่อนออกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2508 มีความพยายามอีกครั้งในการรวมกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ โดยในครั้งนี้ใช้ชื่อว่า ”สมาคมผู้อำนวยการสร้างแห่งประเทศไทย“ และมีการก่อตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2509 โดยมีรัตน์ เปสตันยี เป็นนายกสมาคมคนแรก 


ความพยายามครั้งสุดท้าย
หลังจากมีการก่อตั้งสมาคมผู้อำนวยการภาพยนตร์แห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการ มีการประชุมครั้งแรกในเดือนมีนาคม ทางสมาคมได้ขอความร่วมมือบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ทุกแห่งหารือร่วมกันในการตัดรายจ่ายในการทำโฆษณา และขณะเดียวกันก็จะให้ทุกบริษัทมีการโฆษณาแบบเสมอภาค ลด ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้สร้าง โดยจะเริ่มใช้ในปี 2510 พร้อมทั้งเสนอให้ทางรัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมภาพยนตร์ไทย เพื่อรับพิจารณาช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ของผู้สร้างภาพยนตร์ไทย การดำเนินการที่กำลังจะไปได้ด้วยดี มีอันที่จะต้องสะดุดลงอีกครั้งเมื่อหลังจากนั้น ภาครัฐได้ออก พ.ร.บ.2509 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสมาคม ทำให้คณะกรรมการชุดริเริ่มต้องหมดสภาพไป ต้องมีการยื่นขอจดทะเบียนใหม่เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายใหม่ที่ออกมา และส่งผลให้ข้อตกลงที่ทำร่วมกันในเรื่องตัดรายจ่ายค่าโฆษณาไม่มีผลบังคับใช้กับสมาชิก จนกว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ อีกด้านหนึ่งคณะอนุกรรมสนับสนุนภาพยนตร์ไทยก็ได้ถูกยกเลิกไปหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล 

ในช่วงหลังของชีวิต คุณรัตน์ ป่วยด้วยโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้ จำเป็นต้องหยุดงานสร้างภาพยนตร์ แต่ยังคงทำงานสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรรมภาพยนตร์ไทย ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2513 สมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศไทย ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ และข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมาร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปว่ารัฐบาลจะให้การช่วยเหลือภาพยนตร์ไทยอย่างไรบ้าง ณ ห้องเมธี โรงแรมมณเฑียร กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนผลัดกันพูด คุณรัตน์ขออนุญาตลุกขึ้นพูดเป็นคนสุดท้าย แต่ด้วยความอัดอั้นและคับข้องใจที่เผชิญมาตลอดเวลาที่ทำงาน เป็นเหตุให้เกิดอาการหัวใจวายล้มลงกลางที่ประชุม และเสียชีวิตเมื่อเวลา 22.18 น. ที่โรงพยาบาลจุฬา 

การเสียชีวิตอย่างกระทันหันของคุณรัตน์ เป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ และก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่สังคม และนั่นอาจจะเป็นแรงผลักครั้งสำคัญที่ทำให้รัฐบาลรีบจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนั้น 



        


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab