หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย
09/07/04 (By: โดม สุขวงศ์)

ศักราชภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ตระกูลลูมิแอร์แห่งฝรั่งเศส นำประดิษฐกรรมภาพยนตร์ของตนที่เรียกชื่อว่า ซีเนมาโตกราฟ ออกฉายเก็บค่าดูจากสาธารณชนครั้งแรกในโลก ที่กรุงปารีส เมื่อ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ ปรากฏว่าได้รับความนิยมจากมหาชนอย่างสูง ประดิษฐกรรมภาพยนตร์ชนิดฉายขึ้นจอนี้ จึงแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงสองปีนับจากวันนั้น

ชาวสยามได้รู้จักและชื่นชมซีเนมาโตกราฟ ในเวลาอันไร่เรี่ยกับประชาชนตามเมืองสำคัญ ๆ ทั่วโลก เช่นกัน เมื่อ นักฉายภาพยนตร์เร่คนหนึ่ง นาม เอส. จี. มาร์คอฟสกี นำซีเนมาโตกราฟ ของชาวฝรั่งเศส เข้ามาจัดฉายเก็บค่าดูจากสาธารณชนชาวสยามเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๐ ณ โรงละครหม่อมเจ้าอลังการ กรุงเทพ

ชาวสยามเรียกมหรสพอย่างใหม่เอี่ยมนี้ว่า หนังฝรั่ง ค่าที่เป็นมหรสพฉายแสงเล่นเงาบนจอผ้าขาว ทำนองเดียวกับ หนังใหญ่ หนังตะลุง มหรสพดั้งเดิมที่ชาวสยามรู้จักกันดีอยู่แล้ว

ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ นับเป็นปีเริ่มต้นศักราชหนังฝรั่งในประเทศไทยโดยแท้ เพราะนอกจากเราจะเริ่มรู้จักหนังฝรั่งแล้ว การถ่ายหนังฝรั่งซึ่งเกี่ยวข้องกับชาวสยามหรือชาติสยามเป็นครั้งแรก ก็เกิดขึ้นในปีนี้ นั่นคือ เมื่อ ครํ้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ได้เสด็จฯถึงกรุงเบิร์น เมืองหลวงของสวิสเซอร์แลนด์ ช่างถ่ายหนังฝรั่งคนแรก ๆ ของสวิสเซอร์แลนด์ คือ ฟรองซัว-อองรี ลาวานชี-คลาร์ก ได้ถ่ายหนังฝรั่งม้วนแรกของโลกเกี่ยวกับชาวสยาม เป็นม้วนสั้น ๆ บันทึกภาพขณะขบวนแห่รถม้าพระที่นั่ง นำพระเจ้ากรุงสยามไปในท้องถนน

เหตุผลในการเสด็จประพาสยุโรปของพระเจ้ากรุงสยาม นอกจากเป็นวิเทโศบายทางการเมืองแล้ว ยังมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรความเจริญรุ่งเรืองของยุโรปด้วย และครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ กรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ ซึ่งตามเสด็จด้วย มีหน้าที่คอยจัดซื้อสิ่งของแปลก ๆ ของประเทศต่าง ๆ

ของแปลกอย่างหนึ่งที่พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ ทรงจัดซื้อเข้ามาสยามก็คือ หนังฝรั่ง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นกล้องถ่ายและเครื่องฉายหนังฝรั่งของฝรั่งเศสนั่นเอง

ยังไม่เป็นที่ทราบกันว่า พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ ทรงเริ่มทดลองถ่ายทำหนังฝรั่งตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ หรือไม่ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๓ จึงมีหลักฐานรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันว่า เจ้านายพระองค์นี้ทรงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในกรุงเทพว่า ทรงเป็นช่างถ่ายหนังฝรั่ง และทรงเป็นผู้จัดฉายหนังฝรั่งเก็บค่าดูจากสาธารณะ ซึ่งนับว่าทั้งสองอย่างนี้ทรงเป็นชาวสยามรายแรกที่ทำเช่นนี้

หนังฝรั่งที่ทรงถ่าย ล้วนเป็นการบันทึกเหตุการณ์พระราชกรณียกิจทั้งส่วนพระองค์ และพระราชพิธีต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และทรงถ่ายต่อเนื่องไปจนสิ้นรัชกาล นับว่าทรงเป็นช่างถ่ายหนังประจำราชสำนักโดยแท้

ชาวสยาม โดยเฉพาะชาวกรุงเทพ มีโอกาสได้ชมหนังฝรั่งอยู่เป็นระยะ ๆ โดยคณะฉายหนังเร่จากต่างประเทศที่แวะเวียนเข้ามาปีละสามสี่ราย เช่าโรงละครบ้าง โรงแรมบ้าง หรือเช่าที่ว่างกางกระโจมชั่วคราวบ้าง เป็นที่จัดฉาย ซึ่งชาวสยามให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แต่น่าสังเกตว่าเวลาผ่านไปหลายปีก็ยังไม่มีใครจัดตั้งโรงฉายหนังฝรั่งเป็นการถาวรเลย คงมีแต่คณะฉายหนังเร่จากต่างประเทศเดินทางผ่านเข้ามาจัดรายการฉายหนังฝรั่งเป็นครั้งคราว จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๗ มีคณะฉายหนังเร่ชาวญี่ปุ่นจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาจัดฉายหนังฝรั่งในสยาม และคงเล็งเห็นว่าชาวสยามนิยมมหรสพชนิดนี้มาก แต่เหตุใดจึงไม่มีใครตั้งโรงฉายเป็นการถาวร ดังนั้นในปีรุ่งขึ้น คณะฉายภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นจึงเดินทางกลับเข้ามาอีกและเช่าที่ว่างเวิ้งหลังวัดตึก ถนนเจริญกรุง ตั้งโรงฉายหนังฝรั่งเป็นโรงถาวรรายแรกของสยาม เปิดฉายหนังประจำ ชาวสยามจึงได้ดูหนังฝรั่งกันทุกคืน และเลยค่อย ๆ เปลี่ยนเรียกมหรสพชนิดนี้ว่า หนังญี่ปุ่น แทนคำว่าหนังฝรั่ง

แต่ในเวลานั้น ได้มีการใช้คำศัพท์อีกคำหนึ่งเรียกหนังฝรั่ง คือคำว่า ภาพพยนต์ หรือ รูปพยนต์ ซึ่งเป็นคำเก่าในภาษาไทย ใช้เรียกสิ่งที่ปลุกเสกให้มีชีวิต เช่นหุ่นที่กระดุกกระดิกได้เหมือนมีชีวิต ก็เรียกว่าหุ่นพยนต์ คำว่า ภาพพยนต์ นี้ได้รับความนิยมใช้เรียกมหรสพอย่างใหม่นี้คู่กันกับคำว่า หนังฝรั่ง หรือ หนังญี่ปุ่น ซึ่งที่สุดก็เรียกสั้น ๆ ว่า หนัง และภาพพยนต์ก็เขียนกลายเป็นภาพยนตร์

ความสำเร็จของโรงหนังญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างให้นักธุรกิจชาวสยามคิดตั้งกิจการโรงหนังขึ้นบ้าง ในปีต่อมาก็มีผู้ตั้งโรงหนังทีละโรงสองโรง ซึ่งเป็นการก่อสร้างอย่างง่าย ๆ ราคาถูก คือเป็นโรงอย่างโกดังสินค้า สร้างโครงด้วยไม้ ผนังและหลังคาเป็นสังกะสี

ในเวลาสี่ห้าปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ ชาวสยามในกรุงเทพจึงเริ่มพัฒนานิสัยของกิจกรรมการออกไปดูหนังที่โรงหนังในละแวกบ้านในตอนค่ำและกลับมานอนเมื่อหนังเลิกในตอนดึก อันกลายเป็นกิจกรรมทางสังคมของชาวเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในระยะต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๐

สำหรับหนังที่โรงหนังต่างๆ นำมาจัดฉายในเวลานั้น กล่าวได้ว่ามีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันทั่วโลกเพราะตลาดหนังกำลังเติบโตและเปิดกว้าง แต่ต่อมากิจการสร้างหนังของฝรั่งเศสได้ขยายตัวขึ้นจนครองตลาดหนังส่วนใหญ่ทั่วโลก และหนังที่สร้างกันในเวลานั้น ได้พัฒนาจากการถ่ายม้วนสั้น ๆ ม้วนละราวหนึ่งนาที ไม่มีการตัดต่อ เป็นการบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เหตุการณ์สำคัญทางสังคมหรือบ้านเมือง หรือการแสดงเบ็ดเตล็ดสิ่งละอันพันละน้อย ไปเป็นการถ่ายทำที่มีการตัดต่อ เป็นหนังม้วนยาวขึ้น กินเวลาฉายม้วนละราว ๑๐ นาที มีทั้งหนังที่ถ่ายบันทึกเหตุการณ์อย่างหนังข่าว หนังที่บันทึกภาพสถานที่อย่างการนำเที่ยว และหนังที่จัดฉากแสดงอย่างละคร ซึ่งต่อมาเริ่มมีการทำหนังเรื่องที่ยาวขึ้นหลาย ๆ ม้วนจบ

รายการฉายคืนหนึ่ง ๆ ทางโรงหนังจะจัดฉายหนังเหล่านี้ราว ๑๐ - ๑๕ ม้วนและเนื่องจากหนังยังไม่มีเสียง โรงหนังแต่ละโรงจะจัดให้มีวงดนตรีบรรเลงเพลงประกอบขณะฉายหนัง ซ่วงแรก ๆ เข้าใจว่าเป็นวงเครื่องสายผสมอย่างฝรั่ง แต่ต่อ ๆ มาเมื่อมีโรงหนังเกิดมากขึ้นหลายโรง คงจะหาวงดนตรียาก อาจจะใช้การเล่นเปียนโนหรือออแกนประกอบ และบางโรงก็ใช้วงแตรหรือที่เรียกว่า “แตรวง” ของชาวสยาม ซึ่งดัดแปลงจากวงโยธวาทิตของทหาร มีแตรและปี่เป็นหลัก และมีกลองกับฉาบให้จังหวะ เป็นวงดนตรีท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในสยามและเป็นที่นิยมไปทั่วสยาม นิยมใช้บรรเลงประโคมและแห่ประกอบงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานบวชนาค งานศพ งานทอดกฐิน

การฉายหนังจะฉายทีละม้วน เมื่อจบม้วนโรงหนังจะเปิดไฟฟ้าสว่าง พนักงานฉายจะเปลี่ยนหนังม้วนต่อไปเข้าเครื่องฉาย ระหว่างนี้ในโรงหนัง จะมีพนักงานขายเครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม ของขบเคี้ยว เช่น ถั่วต้ม อ้อยควั่น และของประกอบ เช่น พัด หมาก ยาดม บุหรี่ เป็นต้น เมื่อได้เวลาพนักงานฉายจะตีระฆังให้สัญญาณ ปิดไฟฉายหนังม้วนต่อไป เป็นเช่นนี้ไปทีละม้วน จนจบรายการ

โรงหนังจะเปลี่ยนโปรแกรมใหม่ทุก ๆ สัปดาห์ ทว่าในแต่ละคืนก็มักจะมีหนังใหม่ ๆ ๒-๓ ม้วนเข้ามาเปลี่ยนเพื่อดึงดูดความสนใจผู้ชมเสมอ

โรงหนังในกรุงเทพแต่ละโรงจะลงแจ้งความของโรงในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งมักจะต้องลงประชันกันกับโรงอื่น ๆ บางครั้งโรงหนังเหล่านี้ได้รับหนังเรื่องเดียวกันและต่างก็นำออกฉายพร้อมกัน จึงต้องหาทางแข่งขันให้คนไปดูที่โรงของตน เช่น มีการแจกแถมของชำร่วย หรือบางทีก็ลดราคาค่าตั๋ว

ธรรมเนียมปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งของโรงหนังต่าง ๆ ในกรุงเทพ คือ การพิมพ์ใบปลิว สำหรับโปรยหรือแจกจ่ายตามที่สาธารณะ หรือแจกแทรกไปในหน้าหนังสือพิมพ์ ใบปลิวนี้ จะระบุโปรแกรมฉายหนังของโรงหนังในสัปดาห์นั้น และจะบรรจงแต่งคำบรรยายเรื่องย่อของหนังแต่ละเรื่อง เพื่อชักจูงใจให้ผู้อ่านใบปลิวอยากไปชมหนังนั้น ใบปลิวพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ไทย และจีน แต่เน้นที่ภาษาไทยและจีน เพราะหนังที่ฉายส่วนใหญ่เป็นหนังฝรั่ง ซึ่งหนังสมัยที่ยังไม่มีเสียง จะใช้วิธีแทรกภาพตัวอักษรข้อความบรรยายเรื่อง หรือบทเจรจาของตัวแสดง ซึ่งผู้ชมจะต้องอ่านเอาเอง และผู้ชมชาวสยามส่วนมากไม่สามารถอ่านภาษาฝรั่งนั้นได้

แฟนหนังชาวสยามจึงนิยมอ่านใบปลิว เพื่อเป็นคู่มือในการดูหนัง ซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อการสร้างหนังได้คลี่คลายต่อไป มีการแบ่งประเภทหนังอย่างชัดเจน เป็นหนังข่าว (news-reel), หนังสั้น (short) คือหนังที่ยาว ๑-๒ ม้วน, หนังชุดตอนต่อ (serial) ตอนละ ๒ ม้วน แต่ทำต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน ยาวถึง ๒๐–๓๐ ตอน และหนังยาว (feature) ยาวราว๖–๑๐ ม้วน การเขียนเรื่องย่อหนังหรือเขียนบรรยายหนังก็พลอยยืดยาวไปด้วย จนคล้ายกับเขียนนิยายจากหนัง มีการนำไปลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งปรากฏว่าได้รับความนิยมจากผู้อ่านอย่างสูง ทั้งจากผู้ที่เป็นแฟนหนังและจากผู้ที่เป็นแฟนอ่านหนังสืออย่างเดียว ทำให้ยอดจำหน่ายหนังสือสูงขึ้นทันตา หนังสือพิมพ์รายวันฉบับต่าง ๆ พากันแย่งลงเรื่องหนัง มีเหตุทะเลาะกัน เจ้าของหนังหรือเจ้าของโรงภาพยนตร์จึงใช้วิธีเปิดประมูล ให้หนังสือพิมพ์แข่งกัน ฉบับใดเสนอราคาค่าตอบแทนสูงสุด ก็อนุญาตให้ตีพิมพ์เรื่องภาพยนตร์ของตนได้

นอกจากตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว ยังมีการตีพิมพ์เรื่องภาพยนตร์เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ จำหน่ายในราคาถูก เป็นที่นิยมของนักอ่านหนังสือเช่นกัน กล่าวได้ว่าหนังสือภาพยนตร์เหล่านี้ เป็นบ่อเพาะนักเขียนหนังสือหรือนักประพันธ์ของสยาม ในเชิงการเขียนนวนิยาย ซึ่งเพิ่งเกิดมีขึ้นในสยามพร้อม ๆ กับกับภาพยนตร์

ในราวกลางรัชกาลที่ ๖ หรือในราวปี พ.ศ. ๒๔๖๑-๒ โรงหนังต่าง ๆ ในกรุงเทพซึ่งแข่งขันกันอย่างหนัก โดยเฉพาะโรงหนังของสามบริษัทใหญ่ คือ โรงหนังญี่ปุ่นหลวง เจ้าเก่า โรงหนังของบริษัท กรุงเทพรูปพยนต์ และโรงหนังของบริษัทพยนต์พัฒนากร เริ่มเห็นผลแพ้ชนะ โดยโรงหนังญี่ปุ่นหลวงยอมแพ้ก่อน ชาวญี่ปุ่นเจ้าของต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไป ปล่อยให้สองบริษัทซึ่งมีโรงหนังกันบริษัทละหลายโรงทั่วกรุงเทพ และหัวเมืองต่างจังหวัด แข่งขันกันต่อไป แต่จบลงด้วยการหันหน้าเข้าหากัน รวมเป็นบริษัทเดียวกันชื่อ สยามภาพยนตร์บริษัท เป็นการรวมกันเพื่อยุติการแข่งขันกัน แต่อีกสาเหตุหนึ่งคือ เพื่อเตรียมสู้กับบริษัทโรงภาพยนตร์รายใหม่ คือ บริษัท นาครเขษมภาพยนตร์ จำกัด ซึ่งเกิดขึ้นแบบทุ่มทุนใหญ่ สร้างโรงหนังใหญ่เป็นอาคารคอนกรีต ไม่ใช่โรงอย่างโกดังสินค้า แต่ปรากฏว่าเปิดได้ไม่นานก็เกิดปัญหาภายในหุ้นส่วน ต้องเลิกกิจการ ที่สุดสยามภาพยนตร์บริษัท ได้เติบโตเป็นยักษ์ไหญ่ เกือบจะผูกขาดกิจการค้าภาพยนตร์ในสยาม ไปจนตลอดรัชกาล

ธรรมเนียมการจัดฉายหนังในโรงหนังสมัยนี้ได้ปรับเปลี่ยนไปบ้าง โดยโรงหนังจะเปลี่ยนโปรแกรมสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง คือ วันพุธ กับ วันเสาร์ โปรแกรมหนึ่งจะมีระเบียบการจัดหนังดังนี้ คือ เริ่มด้วยหนังข่าว ๑ ม้วน หนังสั้น ๑-๒ ม้วน หรือ ๓-๔ ม้วน มักเป็นหนังตลกหรือหนังคาวบอย หนังชุดตอนต่อ ๒ ตอน ตอนละ ๒ ม้วน และปิดท้ายด้วยหนังยาว ราว ๖ - ๑๐ ม้วน

และที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อฉายหนังจบรายการแล้ว ทางโรงหนังจะฉายกระจกพระบรมรูปพระเจ้าแผ่นดิน และบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ให้ผู้ชมยืนถวายความเคารพ ก่อนจะกลับบ้าน ธรรมเนียมนี้ถือปฎิบัติในโรงหนังทั่วประเทศสยาม และยังคงยึดถืออยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่เปลี่ยนเป็นฉายพระบรมรูปและเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในตอนต้นก่อนจะฉายหนัง

หนังที่โรงหนังนำมาจัดฉาย ส่วนมากได้แก่หนังจากสหรัฐอเมริกาหรือหนังฮอลลีวู้ด ซึ่งได้เข้ามาครองตลาดโลกแทนที่หนังฝรั่งเศส ซึ่งล่มสลายไปเพราะสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในขณะที่หนังฮอลลีวู้ดได้โอกาสเติบโตขึ้นแทนที่ สยามภาพยนตร์บริษัท ได้ผูกขาดการซื้อหนังจากบริษัทต่าง ๆ ในฮอลลีวู้ด มาฉายในสยาม ทำให้กิจการของบริษัทเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง

โรงหนังแต่ละโรงจะมีแตรวงประจำโรง ทำหน้าที่ตั้งแต่ตอนย่ำค่ำ ก่อนหนังฉาย บรรเลงเรียกความสนใจอยู่หน้าโรง พอได้เวลาใกล้สองทุ่ม จะบรรเลงเพลงมาร์ช คึกคักเป็นสัญญาณ แล้วยกวงเข้าในโรง เมื่อหนังฉาย แตรวงจะบรรเลงประกอบไปกับหนังบนจอ พยายามเลือกเพลงให้เหมาะกับเรื่องราวในฉากต่าง ๆ เช่นเพลงเศร้ากับฉากเศร้า เพลงเสมอ กับฉากที่เดินเรื่องไปเรื่อย ๆ เพลงเชิด กับฉากต่อสู้ชกต่อยหรือไล่ล่ากัน แต่ก็มักใช้เพลงเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกกับหนังทุกคืน ๆ นับร้อย ๆ เรื่อง พวกแฟนหนังวัยเด็ก และพวกวัยรุ่น ชื่นชอบ แต่พวกคนดูสูงอายุหรือพวกผู้ดี มักรังเกียจ ว่าเสียงดังเอะอะอึกทึก ไม่ไพเราะเอาเลย ดังนั้น บางโรง โดยเฉพาะโรงที่พวกผู้ดีชอบไปดู จะจัดให้มีวงดนตรีมโหรีไทย หรือไม่ก็วงเครื่องสายผสม บรรเลงในวันเริ่มโปรแกรมใหม่ คือ พุธและเสาร์ เอาใจแฟนหนังผู้ดี ซึ่งบางทีก็มาโรงหนังเพื่อจะฟังดนตรีมากกว่าดูหนังเสียอีก

นอกจากวงดนตรีบรรเลงหน้าจอแล้ว หลังจอของแต่ละโรงจะจัดให้มีคณะทำเสียงประกอบพิเศษต่างๆ

ซึ่งมักใช้เด็ก ๆ เป็นผู้ทำหน้าที่ เช่น ใช้กรวดทรายหรือเมล็ดถั่วเขียวโปรยลงแผ่นสังกะสีเป็นเสียงฝนตก ใช้ไม้ตีแผ่นสังกะสีเป็นเสียงฟ้าร้อง สะบัดแผ่นสังกะสีเป็นเสียงลมพายุ ขยำขยี้กระกาษแก้วเป็นเสียงไฟไหม้ เคาะกะลากับพื้นเป็นเสียงฝีเท้าม้าวิ่ง ช้อนเคาะกันเป็นเสียงฟันดาบ เคาะแผ่นสังกะสีเป็นเสียงฟ้าผ่า ปาปะทัดลมเป็นเสียงยิงปืน เป็นต้น

โรงหนังยังคงฉายหนังทีละม้วน สลับกับการเปิดไฟขายของกินของขบเคี้ยว หมากพลูบุหรี่

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าพระองค์โปรดการพระราชนิพนธ์หนังสือ และโปรดการละคร ทรงแปลบทละครของเช็คส์เปียร์เป็นภาษาไทยหลายเรื่อง แต่แม้จะมิได้โปรดภาพยนตร์เป็นพิเศษ แต่ปรากฏว่าในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ทรงสนับสนุนให้นักธุรกิจคนไทยจัดตั้งกิจการโรงหนังและค้าหนัง คือ บริษัท สยามนิรามัย จำกัด เพื่อแข่งขันกับ สยามภาพยนตร์บริษัท ซึ่งเป็นกิจการของพ่อค้าคนจีน

บริษัท สยามนิรามัย ดำเนินกิจการโดยพี่น้องตระกูลวสุวัต บุตรขุนนางซึ่งทำกิจการโรงพิมพ์และออกวารสารรายเดือนและหนังสือพิมพ์รายวันอยู่ก่อนแล้ว นอกจากดำเนินกิจการโรงหนังและจัดซื้อหนังมาฉายแล้ว พี่น้องวสุวัตยังริเริ่มถ่ายทำหนังประเภทหนังข่าว สำหรับจัดฉายในโรงหนังของตนเองด้วย แต่กิจการของบริษัทดำเนินไปได้เพียงประมาณสองปี ก็พ่ายแพ้ต่อสยามภาพยนตร์บริษัท ต้องเลิกกิจการ

ปี พ.ศ. ๒๔๖๕ นี้ ยังเป็นปีที่มีการจัดตั้งหน่วยงานของราชการที่เรียกชื่อว่า กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว ขึ้นใน กรมรถไฟหลวง ซึ่งขณะนั้นมี พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงเป็นผู้บัญชาการ เป็นที่ทราบกันดีว่า ทรงเป็นนายช่างใหญ่ทางด้านวิศวกรของสยาม และทรงรอบรู้ในวิทยาการช่างสมัยใหม่ และทรงโปรดการถ่ายรูปและถ่ายภาพยนตร์ ทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นชั้นแนวหน้าของสยาม การที่ทรงจัดตั้งกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว ขึ้นในกรมรถไฟหลวง ก็เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผลิตภาพยนตร์ของชาติ เพื่อโฆษณาเผยแพร่กิจการของการรถไฟ การท่องเที่ยวในสยาม กิจการของหน่ยยงานอื่น ๆ ของรัฐบาล ตลอดจนรับจ้างผลิตภาพยนตร์ให้แก่เอกชนทั่วไปด้วย นี้นับเป็นหน่วยงานผลิตภาพยนตร์ของรัฐบาลแห่งแรก ๆ ในโลก

ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ นายเฮนรี่ เอ. แมกเร นักสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด ได้เดินทางเข้ามาเพื่อสร้างภาพยนตร์ชนิดเรื่องยาวขึ้นในสยาม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมรถไฟหลวงและกรมมหรสพหลวงสนับสนุนการถ่ายทำ คณะของนายแมกเรได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “นางสาวสุวรรณ” ซึ่งชาวสยามนับถือว่าเป็นหนังไทยเรื่องยาวเรื่องแรก

กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและพัฒนาการสร้างภาพยนตร์ของสยาม โดยเฉพาะเมื่อ หลวงกลการเจนจิต (เภา วสุวัต) แห่งพี่น้องตระกูลวสุวัต ได้เข้าไปรับราชการเป็นหัวหน้าช่างถ่ายหนังของหน่วยงานนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลังจากสิ้นรัชกาลที่ ๖

และในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งเป็นต้นรัชกาลที่ ๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีกลุ่มอดีตข้าราชการซึ่งถูกออกจากงาน เพราะนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของรัฐบาล ด้วยการยุบเลิกหน่วยงานราชการที่ไม่จำเป็น ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทเพื่อสร้างภาพยนตร์บันเทิงเพื่อการค้าเป็นอาชีพใหม่ ชื่อ บริษัท ถ่ายภาพยนตร์ไทย แต่ระหว่างที่กำลังดำเนินการเตรียมการ คณะพี่น้องวสุวัตก็จัดตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ ชื่อ กรุงเทพฯภาพยนตร์บริษัท และสามารถถ่ายทำภาพยนตร์ได้สำเร็จในเวลาไม่นาน คือเรื่อง “โชคสองชั้น” นำออกฉายได้ก่อนบริษัทแรก เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ อีกเดือนเศษต่อมา บริษัทถ่ายภาพยนตร์ไทย จึงสร้างหนังของตนเรื่อง “ไม่คิดเลย” สำเร็จออกฉายในเดือนกันยายนปีนั้น

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องต่างประสบความสำเร็จ ได้รับการต้อนรับจากแฟนภาพยนตร์ชาวสยาม และหลังจากนั้นทั้งสองบริษัทได้พยายามสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อ ๆ มา และมีผู้สร้างภาพยนตร์รายใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา อุตสาหกรรมภาพยนตร์บันเทิงของสยามจึงกำเนิดขึ้นนับแต่นั้น

การกำเนิดของภาพยนตร์บันเทิงไทย นับว่าเกิดขึ้นในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของยุคหนังเงียบไปสู่ยุคหนังเสียงของวงการภาพยนตร์โลก เพราะปี พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นปีที่เริ่มยุคหนังเสียง ที่เรียกว่า ภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม (sound on film) หรือ ภาพยนตร์พูดได้ (talkie) ของฮอลลีวู้ด ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ก็เริ่มมีผู้นำอุปกรณ์และภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเข้ามาฉายในกรุงเทพ ซึ่งปรากฏเป็นที่ชื่นชอบของแฟนภาพยนตร์ชาวสยามอย่างยิ่ง

การเข้ามาของหนังเสียง ทำให้หนังเงียบตกอยู่ในภาวะคับขัน โรงหนังบางโรงพยายามสร้างสีสันให้หนังเงียบ โดยเฉพาะหนังที่มีบทเจรจาด้วยตัวอักษรข้อความให้อ่านมาก ๆ โดยนำวิธีการใช้ผู้บรรยายเรื่อง เป็นสุภาพบุรุษแต่งกายชุดผ้าม่วงเสื้อราชประแตน ยืนถือโทรโข่งคอยแปลข้อความบทเจรจาเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นการเอาแแบบอย่างมาจากธรรมเนียมการฉายหนังเงียบในประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่าแรก ๆ ก็พอจะเรียกความสนใจจากผู้ชมได้บ้าง แต่ที่สุดในเวลาเพียงสองสามปีต่อมา หนังเงียบก็ต้องหลีกทางให้หนังเสียง โดยค่อย ๆ เลือนหายไปจากโรงภาพยนตร์ไม่เฉพาะในสยาม แต่ทั่วทั้งโลก

แต่การมาแทนที่ของหนังเสียง ก็ก่อปัญหาแก่ผู้ชมภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในสยาม เพราะภาพยนตร์เสียงโดยเฉพาะในระยะแรก ๆ มักสื่อความหมายด้วยบทเจรจาหรือภาษาพูดมากกว่าภาษาภาพหรือภาษาท่าทางอย่างหนังเงียบ ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจภาษาพูดอื่นใดนอกจากภาษาไทย ทว่าไม่ทันไร ก็มีบุคคลในธุรกิจภาพยนตร์คนหนึ่ง ได้คิดทางออก โดยการแปลบทพูดในภาพยนตร์เป็นภาษาไทยและพูดเสียงเป็นภาษาไทยผ่านไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียงซ้อนทับไปในขณะกำลังฉายภาพยนตร์ในโรง ซึ่งเป็นวิธีการที่คล้ายกับธรรมเนียมที่เรียกว่า การพากย์โขน ในการแสดงโขน หรือละครหน้ากากของไทย ซึ่งต้องมีผู้พากย์ คอยเจรจาบทพูดแทนผู้แสดงซึ่งสวมหน้ากาก จึงไม่สะดวกที่จะพูดเอง บุคคลผู้นี้คือ นายสิน สีบุญเรือง ซึ่งเคยทำงานในสยามภาพยนตร์บริษัท เป็นบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์ของบริษัท และใช้นามปากกาว่า “ทิดเขียว” ปรากฏว่าวิธีการซึ่งเขาเป็นผู้คิดดัดแปลงและทดลองทำดูโดยเขาเป็นผู้ “พากย์” ภาพยนตร์เสียงด้วยตัวเองคนเดียว ซึ่งต้องทำทั้งเสียงผู้ชายและผู้หญิง เด็กและคนแก่ ต้องร้องไห้ ต้องหัวเราะ ต้องโกรธ ต้องร้องเพลง เป็นไปตามบทในภาพยนตร์ ตลอดจนแม้กระทั่งบางครั้งต้องทำเสียงประกอบอื่น ๆ บางอย่าง เช่น เสียงสัตว์ เสียงรถยนตร์ เสียงปืน กลายเป็นสิ่งที่แฟนภาพยนตร์ในสยามชื่นชอบอย่างยิ่ง และพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดอาชีพ “นักพากย์ภาพยนตร์” ขึ้นอย่างกว้างขวาง

โรงหนังเกือบทุกโรงในสยามต้องสร้างห้องเล็ก ๆ ข้างห้องฉาย สำหรับให้นักพากย์ทำหน้าที่ จากนักพากย์เดี่ยวผู้ชาย คลี่คลายเป็นการพากย์เป็นคณะชาย-หญิง แฟนภาพยนตร์ติดใจนักพากย์ที่มีความสามารถ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งนิยมใช้นักพากย์ผู้ชายคนเดียว และเป็นคนในท้องถิ่น ซึ่งนักพากย์เหล่านี้มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง และมักจะมีความสำคัญมากกว่าภาพยนตร์ที่เขาพากย์เสียอีก ในป้ายประกาศ ชื่อของเขาจะตัวใหญ่กว่าชื่อภาพยนตร์และดารานำแสดงด้วยซ้ำ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่โปรดภาพยนตร์มากที่สุดพระองค์หนึ่ง ทรงเป็นแฟนภาพยนตร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ทรงจัดให้มีห้องฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ไว้ในพระตำหนักที่ประทับทุกแห่ง แม้แต่ในเรือพระที่นั่ง ยามที่เสด็จประพาสทางทะเลนานวัน เพื่อทอดพระเนตรภาพยนตร์เป็นประจำทุกคืนวันพุธและวันเสาร์ ซึ่งบริษัทภาพยนตร์รายใหญ่ในกรุงเทพจะจัดบัญชีรายชื่อภาพยนตร์ให้ทรงเลือกก่อนทุกสัปดาห์

นอกจากนั้น ยังโปรดการถ่ายทำภาพยนตร์อย่างสมัครเล่น ทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นซึ่งไม่เป็นรองใครในโลก พระราชนิยมนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้วงการภาพยนตร์สมัครเล่นของสยามในรัชสมัยของพระองค์เข้มแข็งคึกคักยิ่ง พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ขุนนางใหญ่น้อย ตลอดจน ราษฎรสามัญซึ่งพอมีฐานะ พากันนิยมเล่นถ่ายภาพยนตร์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะ ๑๖ มิลลิเมตร ซึ่งกำลังแพร่หลายอยู่ทั่วโลกเช่นกัน

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระมหากรุณาฯ ให้จัดตั้ง สมาคมภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งสยาม ขึ้นในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของนักภาพยนตร์สมัครเล่นในสยาม และเป็นที่แลกเปลี่ยนและจัดฉายภาพยนตร์ของสมาชิก

ความที่พระเจ้าแผ่นดินทรงใฝ่พระทัยในเรื่องภาพยนตร์เป็นการส่วนพระองค์ น่าจะมีส่วนให้ทรงผลักดันจนรัฐบาลของพระองค์สามารถออกพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. ๒๔๗๓ อันเป็นกฎหมายควบคุมตรวจตราหรือเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ซึ่งรัฐบาลในรัชกาลก่อนพยายามที่จะออกมาก่อนแล้ว พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในรัชสมัยของพระองค์ คือ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นปีที่กรุงเทพและพระราชวงศ์จักรีจะมีอายุยั่งยืนมาถึง ๑๕๐ ปี รัฐบาลของพระองค์จึงเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างใหญ่โตเท่าที่กำลังเศรษฐกิจในยุคตกต่ำจะทำได้ พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์ให้สร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นถาวรวัตถุและอนุสรณ์แห่งการเฉลิมฉลอง อย่างหนึ่งคือสะพานใหญ่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมกรุงเทพกับกรุงธนบุรีเมืองหลวงเก่า อีกอย่างหนึ่งคือ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เป็นโรงภาพยนตร์เสียงทันสมัย ใหญ่โตสง่างามเป็นที่เชิดหน้าชูตาพระนคร

ไม่เพียงแต่สร้างอาคารโรงภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังโปรดฯให้จัดตั้ง บริษัทสหศีนิมา จำกัด เป็นบริษัททำธุรกิจค้าภาพยนตร์ ซึ่งปรากฏว่าในระหว่างที่กำลังจัดตั้งบริษัทอยู่นั้น สยามภาพยนตร์บริษัท ยักษ์ใหญ่ของกิจการค้าภาพยนตร์ในสยามซึ่งเฟื่องฟูมาแต่รัชกาลก่อน กำลังประสบปัญหาขาดทุนจากเศรษฐกิจตกต่ำ ถึงต้องยุบกิจการและที่สุดต้องขายทอดกิจการให้แก่บริษัทสหศีนิมา จำกัด ทำให้บริษัทใหม่นี้ได้กลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในกิจการค้าภาพยนตร์ของสยามในยุคภาพยนตร์เสียง ซึ่งกล่าวได้ว่า บัดนี้กิจการค้าภาพยนตร์และจัดฉายภาพยนตร์ ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลในระบอบราชาธิปไตยเกือบสิ้นเชิงแล้ว และสภาวะความเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่นี้สืบเนื่องไปจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และต่อไปจนสิ้นสงคราม

สำหรับวงการสร้างภาพยนตร์บันเทิงของไทย ซึ่งเกิดขึ้นในปีหัวเลี้ยวหัวต่อของยุคหนังเงียบและหนังเสียงพอดีนั้น นับว่าสามารถพัฒนาคลี่คลายไปได้อย่างราบรื่น โดยคณะพี่น้องวสุวัต ผู้บุกเบิกรายสำคัญ ได้หันไปสนใจบุกเบิกการสร้างภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม จนสามารถดัดแปลงอุปกรณ์ที่มีอยู่เพื่อผลิตภาพยนตร์เสียงในฟิล์มได้สำเร็จ นำออกฉายสู่สาธารณชนได้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ โดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อกิจการว่า ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง และเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องขนาดยาวเสียงในฟิล์มหรือหนังไทยพูดได้เรื่องแรก คือ “หลงทาง” สำเร็จออกฉายสู่สาธารณชนในปี พ.ศ. ๒๔๗๕

ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ นับเป็นปีแห่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของสยาม และเหตุการณ์ที่สำคัญสูงสุดก็คือ เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากราชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตย

พี่น้องวสุวัตแห่งบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง มีความสัมพันธ์วงในค่อนข้างใกล้ชิดกับคณะราษฎรผู้ทำการปฏิวัต ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ถ่ายทำภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์สำคัญนี้ และต่อมารัฐบาลใหม่ในระบอบประชาธิปไตยได้จัดตั้งกรมโฆษณาการ และตั้งแผนกภาพยนตร์ขึ้นในกรมนี้ ทำหน้าที่เป็นหน่วยผลิตภาพยนตร์ของรัฐบาล ในขณะเดียวกันก็ยุบเลิก กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว ในกรมรถไฟหลวง ซึ่งเป็นหน่วยผลิตภาพยนตร์ของรัฐบาลราชาธิปไตย หลวงกลการเจนจิต แห่งพี่น้องวสุวัต ยังคงได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลใหม่ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกภาพยนตร์ของกรมโฆษณาการ

ขณะเดียวกัน บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลใหม่ก็สามารถจัดสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงขนาดเล็กแต่สมบูรณ์แบบขึ้นกลางทุ่งนาชานเมืองกรุงเทพ มีบทบาทเป็นศูนย์กลางผลิตและพัฒนาภาพยนตร์เสียงที่สำคัญของสยามในระยะก่อนสงครามไปจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่สองจึงหยุดชะงักลง

ส่วนผู้สร้างภาพยนตร์บันเทิงไทยรายอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นสลับกับล้มหายไปทีละรายสองราย ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๐ -๒๔๗๕ ล้วนเป็นผู้สร้างภาพยนตร์เงียบ ซึ่งใช้ทุนไม่มาก และไม่ต้องใช้โรงถ่ายตลอดจนอุปกรณ์ยุ่งยาก ผู้สร้างเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาไปสร้างภาพยนตร์เสียงในฟิล์มได้ แต่ทว่าการกำเนิดการพากย์ภาพยนตร์โดย “ทิดเขียว” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยรายเล็กรายน้อยเหล่านี้ มีทางออก โดยคิดสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยพากย์ขึ้นแทนภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากผู้ชมไม่แพ้ภาพยนตร์เสียง และดูเหมือนจะถูกใจผู้ชมชาวบ้านได้ดีกว่าภาพยนตร์เสียงเสียอีก

กิจการสร้างภาพยนตร์บันเทิงของสยามจึงแตกออกเป็นสองแนวทาง คือภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม และ ภาพยนตร์พากย์ การสร้างภาพยนตร์เสียงนั้นนอกจากบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ มีผู้จัดสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงขึ้นอีกรายหนึ่งในกรุงเทพ คือ บริษัทไทยฟิล์ม ซึ่งเป็นการรวมทุนของผู้มีทุนทรัพย์และเป็นนักเรียนนอก แต่บริษัทนี้ดำเนินกิจการอยู่ได้เพียงสามปีก็ต้องเลิกกิจการ และขายโรงถ่ายให้รัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ในยุคที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนชื่อสยามเป็นประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายชาตินิยม ประสงค์ที่จะสร้างภาพยนตร์เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ส่วนการสร้างภาพยนตร์พากย์นั้น มีผู้สร้างเกิดขึ้นหลากหลาย ไม่มีการจัดตั้งเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการ

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะเมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกประเทศไทย วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และรัฐบาลไทยยอมทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ประเทศไทยก็เข้าสู่ภาวะสงคราม กิจการโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศประสบปัญหาขาดแคลนภาพยนตร์ เพราะไม่มีการค้าขายกับประเทศสัมพันธมิตร เมื่อไม่มีภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของภาพยนตร์ที่ครองตลาดอยู่เข้ามาฉาย โรงหนังต่าง ๆ ต้องนำหนังที่มีอยู่ออกฉายหมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งบริษัทจำหน่ายภาพยนตร์ ชื่อ เองะ ไฮคิวชะ ในกรุงเทพ เพื่อนำภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อการสงครามของญี่ปุ่นและของนาซีเยอรมันบ้าง มาป้อนโรงหนังในประเทศไทย แต่ก็ไม่อาจทดแทนภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดได้ รัฐบาลได้จัดให้มีการแสดงดนตรีและระบำสลับการฉายภาพยนตร์เพื่อบำรุงขวัญพลเมืองไม่ให้โรงหนังต้องหยุดกิจการ นอกจากนี้ในภาวะที่โรงหนังขาดแคลนภาพยนตร์ กิจการละครเวทีซึ่งเคยเฟื่องฟูคู่กับภาพยนตร์ในยุคภาพยนตร์เงียบ ก็ได้โอกาสกลับมาลงโรงอีกบ้าง แต่ในช่วงปลายสงคราม คือ ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ - ๘๗ กรุงเทพตกเป็นเป้าถูกโจมตีทางอากาศหนักขึ้น โรงหนังบางแห่งก็ถูกระเบิด และไฟฟ้าขาดแคลน โรงภาพยนตร์ต่างต้องหยุดกิจการเกือบสิ้นเชิง

กิจการสร้างภาพยนตร์ไทยก็เช่นกัน สงครามทำให้เกิดการขาดแคลนฟิล์มและสารเคมี ประกอบกับปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพ โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุงได้รับความเสียหายหนัก และต้องหยุดกิจการจนตลอดสงคราม

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง กิจการภาพยนตร์ในประเทศไทยค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา พร้อมกับการเริ่มต้นยุครัชกาลที่ ๙ ขบวนการเสรีไทยทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ และแม้แต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีที่นำประเทศเข้าสู่สงครามฝ่ายอักษะ ก็รอดพ้นจากการตกเป็นอาชญากรสงคราม และได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หลังการเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ นำประเทศเข้าไปสู่ยุคเผด็จการทหาร ในเวลาที่โลกถูกแบ่งเป็นสองค่าย คือ ค่ายเสรี และค่ายคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะเกิดค่ายเป็นกลางหรือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดตามมา ประเทศไทยเลือกไปมีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับสหรัฐอเมริกา คืออยู่ในค่ายเสรีหรือค่ายตะวันตก ประเทศเริ่มตกอยู่ใต้อิทธิพลของมหามิตรสหรัฐอเมริกา

หน่วยงานต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ประเทศไทยในรูปความช่วยเหลือ และการลงทุน หนึ่งในธุรกิจหรือบริษัทแรก ๆ ที่เข้าสู่ประเทศไทย คือ บริษัทตัวแทนจำหน่ายภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด ซึ่งเข้ามาจับกลุ่มกันอยู่ในกรุงเทพ โรงหนังที่สลบไปในสมัยสงครามเริ่มฟื้นคืนชีวิต โรงหนังใหม่ ๆ เริ่มเกิดขึ้นอีก และล้วนมีขนาดใหญ่โตนับพันที่นั่ง และไม่เพียงแต่บริษัทหนังจากฮอลลีวู้ดเท่านั้น ยังปรากฏว่าบริษัทตัวแทนจำหน่ายหนังจากประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และบางประเทศในยุโรป ก็เข้ามามีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แฟนภาพยนตร์ชาวไทยมีโอกาสเลือกชมภาพยนตร์ที่หลากหลาย นอกเหนือไปจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเป็นใหญ่แล้ว

สำหรับกิจการสร้างภาพยนตร์ไทย โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงทั้งสองแห่งซึ่งหยุดกิจการไประหว่างสงคราม ไม่อาจฟื้นกลับมาได้อีก โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุงถูกดัดแปลงเป็นโรงภาพยนตร์ ในขณะที่โรงถ่ายไทยฟิล์มซึ่งตกเป็นของรัฐบาล ถูกใช้เป็นที่ซ้อมวงดุริยางค์ของกองทัพอากาศ

แต่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยพากย์ ซึ่งเป็นผู้สร้างอิสระรายเล็กรายน้อย สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ ทว่าได้เปลี่ยนไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาด ๑๖ มิลลิเมตรแทน โดยเฉพาะได้ถ่ายทำด้วยฟิล์มสีรีเวอร์ซัล ซึ่งนิยมกันในหมู่นักภาพยนตร์สมัครเล่น ปรากฏว่าภาพยนตร์ไทยขนาดจอเล็ก ๆ แบบนี้ และใช้วิธีพากย์สดขณะฉายในโรง ได้รับการต้อนรับจากผู้ชมชาวไทยทั่วประเทศ สามารถทำรายได้ไม่แพ้ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด กิจการสร้างภาพยนตร์ไทยแบบนี้จึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พอ ๆ กับการเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนพลเมืองไทยและสังคมไทยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคการเร่งรัดพัฒนาชนบทและการพัฒนาอุตสาหกรรม

นอกจากการฟื้นตัวและเกิดขึ้นใหม่ของโรงภาพยนตร์แล้ว การขยายตัวของจำนวนพลเมืองและการเข้ามาช่วยพัฒนาชนบทของสหรัฐฯ พร้อมกับการเปิดยุคทุนนิยมและบริโภคนิยม ทำให้เกิดการแข่งขันในการขายสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ผลิตสินค้าได้คิดค้นหาวิธีการขายสินค้าของตนไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ วิธีการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จ คือการจัดรถยนต์ฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ นำภาพยนตร์ขนาด ๑๖ มิลลิเมตรและสินค้าของตนไปจัดฉายภาพยนตร์กลางแปลงสลับกับการขายสินค้า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ชานเมืองกรุงเทพ ไปจนถึงหมู่บ้านทุรกันดารในชนบทที่ห่างไกล และเนื่องจากผู้ที่คิดและบุกเบิกกลยุทธนี้ก่อนได้แก่ผู้ผลิตสินค้าพวกยารักษาโรค ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ดีในท้องถิ่นกันดาร ชาวบ้านจึงเรียกกิจการฉายภาพยนตร์แบบนี้ว่า หนังขายยา

ความสำเร็จของหนังขายยา ทำให้มีผู้คิดทำกิจการหนังกลางแปลงในรูปแบบอื่น คือการทำกิจการหนังเร่ ซึ่งหมายความว่า นำภาพยนตร์ไปตั้งจอฉายกลางแปลง แต่มีการล้อมรั้วผ้าหรือใบไม้ เพื่อเก็บค่าดูจากผู้ชม หรือในบางที่ซึ่งกันดารมาก ผู้ชมไม่มีเงินสดจ่ายค่าดู ก็อาจให้เอาพืชผลเกษตรมาแลกเป็นค่าดูได้ หนังเร่ยังหมายถึงกิจการหนังกลางแปลงซึ่งเจ้าภาพเหมาให้ไปฉายในงานทางสังคมต่าง ๆ เช่น งานบวชนาค งานศพ งานประจำปี งานแก้บน ซึ่งเปิดให้สาธารณชนเข้าดูฟรี เป็นต้น

สำหรับกิจการสร้างภาพยนตร์ของรัฐ สหรัฐอเมริกาได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างสูงในรัฐบาลไทย มีการจัดตั้งสำนักข่าวสารอเมริกัน หรือ ยูซิส ขึ้นในกรุงเทพ ซึ่งต่อมามีบทบาทเสมือนเป็นศูนย์กลางโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลไทยภายใต้กำกับสหรัฐฯ มีการจัดตั้งแผนกภาพยนตร์ขึ้นในสำนักงาน ทำหน้าที่จัดสร้าง และเผยแพร่ภาพยนตร์ไปสู่ประชาชนไทยอย่างกว้างขวาง หน่วยราชการเกือบทุกหน่วยจะได้รับบริจาคอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือภาพยนตร์ ๑๖ มิลลิเมตร เพื่อเผยแพร่ภาพยนตร์เหล่านี้

ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ รัตน์ เปสตันยี นักถ่ายภาพและภาพยนตร์สมัครเล่น ซึ่งหันมาสร้างภาพยนตร์อาชีพ ได้ลงทุนตั้งบริษัทหนุมานภาพยนตร์และสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงขึ้นในกรุงเทพ โดยตั้งใจจะผลิตภาพยนตร์ไทยเสียงในฟิล์ม ๓๕ มิลลิเมตร เพื่อพัฒนาภาพยนตร์ไทย เขาได้สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกของบริษัท คือ “สันติ-วีณา” เป็นภาพยนตร์สี เสียงในฟิล์ม ส่งเข้าร่วมงานประกวดภาพยนตร์แห่งเอเซียอาคเนย์ ครั้งแรก ที่โตเกียว ในปีนั้น ได้รับรางวัล ด้านการถ่ายภาพ กำกับศิลป์ และรางวัลพิเศษจากสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกา

ในระยะนี้รัฐบาลไทย โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้หันไปสนใจสื่ออย่างใหม่ของโลก คือ โทรทัศน์ และสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศและภูมิภาคสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่ก็มิได้ละทิ้งภาพยนตร์แต่อย่างใด โดยเฉพาะเมื่อภาพยนตร์ไทยไปได้รับรางวัลจากการประกวดเป็นครั้งแรกนั้น รัฐบาลพยายามที่จะจัดตั้งเมืองภาพยนตร์แบบฮอลลีวู้ดขึ้นที่เมืองชายทะเลบางแสน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย โดยการรวมบริษัทผู้สร้างที่ตั้งใจผลิตภาพยนตร์มาตรฐานเข้าด้วยกัน แต่ได้เกิดการรัฐประหาร โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐ จอมพล ป. พิบูลสงครามต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ โครงการจึงล้มไป

ประเทศไทยเข้าสู่ยุคเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีรัฐธรรมนูญ มีแต่ประกาศคณะปฏิวัต จอมพลสฤษดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ รัฐบาลไทยผูกพันใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นไปอีก สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มความช่วยเหลือเข้ามาอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะการเร่งรัดพัฒนาชนบทเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ รัฐบาลได้เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้สืบทอดอำนาจและการบริหารแทนต่อมา

ในท่ามกลางกระแสการเร่งรัดพัฒนาประเทศขนานใหญ่ กิจการภาพยนตร์ในประเทศไทยพลอยเติบโตตามไปด้วย การพัฒนาชนบท ทำให้เกิดชุมชนเมืองใหม่ ๆ ขึ้น และเกิดโรงภาพยนตร์ประจำเมืองตามมา กรุงเทพเองก็ขยายตัวขึ้นมาก คนจากต่างจังหวัดทั่วประเทศพากันหลั่งไหลเข้ามาอยู่เพื่อทำงานในกรุงเทพฯ

ยุคสฤษดิ์-ถนอม หรือยุคเผด็จการ คือช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ.๒๕๐๐ - ๒๕๑๖ กล่าวได้ว่าเป็นยุคที่กิจการภาพยนตร์ทั้งกิจการโรงภาพยนตร์ การค้าภาพยนตร์ต่างประเทศ และการสร้างภาพยนตร์ไทยเฟื่องฟู เนื่องจากภาพยนตร์ยังคงเป็นมหรสพหรือความบันเทิงยอดนิยมของมหาชน และราคาถูก ในช่วงเวลานี้มีสถิติโรงภาพยนตร์ใน กรุงเทพ อยู่ในจำนวน ระหว่าง ๑๐๐ ถึง ๑๕๐ โรง และในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศในราว ๗๐๐ โรง ไม่นับรวมถึงกิจการหนังกลางแปลง ซึ่งไม่มีตัวเลขแน่ชัด แต่เชื่อกันว่ามีจำนวนหลายพันจอ

โรงภาพยนตร์และจอกลางแปลงเหล่านี้ มีความจำเป็นต้องใช้ภาพยนตร์ปีละประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นหนังฮอลลีวู้ด ประมาณ ๒ ๐๐ - ๓๐๐ เรื่อง หนังชาติอื่น ๆ ประมาณ ๑๐๐ - ๒๐๐ เรื่อง และเป็นหนังไทย ประมาณ ๖๐ - ๘๐ เรื่อง

เมื่อมีภาพยนตร์ออกฉายมากและหลากหลาย จึงมีการแข่งขันกันสูง การโฆษณาตามปกติของวงการภาพยนตร์ในสมัยนั้น ได้แก่ การประกาศทางวิทยุ โทรทัศน์ การตีพิมพ์โฆษณาในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ การแจกใบปลิว การปิดใบปิดหรือโปสเตอร์ การติดตั้งป้ายขนาดใหญ่หน้าโรงภาพยนตร์และตามริมถนน การตกแต่งประดับประดาบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์อย่างวิจิตรพิสดาร การจัดรถยนต์แห่โฆษณา และการจัดรายการพิเศษรอบปฐมทัศน์

โดยเฉพาะสำหรับภาพยนตร์ไทย ซึ่งแต่ละเดือนจะมีหนังไทยออกฉายประชันกันถึง ๔ - ๕ เรื่อง จึงมีการแข่งขันกันเข้มข้น เต็มไปด้วยเพลงโฆษณาหนังกระจายเสียงทางวิทยุถี่ยิบให้คนจำขึ้นใจ ใบปิดหนังไทยในยุคนี้ ออกแบบเป็นภาพเขียนด้วยฝีมือประณีต สีสันสวยสดงดงามยิ่ง และเต็มไปด้วยเรื่องราวรายละเอียดจากภาพยนตร์ แสดงอัตลักษณ์ของหนังไทยอย่างชัดเจน กล่าวคือ การผสมปนเปนั่นนิดนี่หน่อย ในแบบฉบับหนังไทย ซึ่งในเรื่องเดียวต้องมีหลายรสชาติ เช่น รัก บู๊ เศร้า ตื่นเต้น ตลก โป๊ เข้าทำนองเดียวกับรสชาติอาหารไทย ซึ่งผสมปนเปกันทั้ง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด โปสเตอร์เหล่านี้ นอกจากจะปิดอยู่ที่โรงหนังที่จะฉายแล้ว เจ้าของหนังจะนำไปปิดตามที่ชุมชนทั่วไป เช่นตามรั้ว บ้านริมถนน ศาลาที่พักคอยรถเมล์ ในตลาดสด ในร้านกาแฟ ร้านข้าวแกง

ป้ายโฆษณาหนัง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทอย่างยิ่งในยุคนี้ โดยปกติโรงหนังทุกโรงในประเทศไทยจะมีช่างเขียนป้ายประจำโรง ทำหน้าที่เขียนป้ายโฆษณาภาพยนตร์ ซึ่งนอกจากเขียนข้อความแล้ว หากเป็นรายการฉายภาพยนตร์ที่เด่นดัง ทางโรงมักจะให้เขียนป้ายเป็นรูปดารานำหรือฉากเด่นจากภาพยนตร์นั้นด้วย เพื่อประดับหน้าโรงหรือรอบ ๆ โรง และประดับที่รถแห่ประจำโรง

ในกรุงเทพ มีการจัดทำป้ายโฆษณาหนังขนาดใหญ่มาก โดยเฉพาะป้ายโฆษณาหนังไทย ซึ่งนอกจากจะทำไว้ติดตั้งที่โรงหนังซึ่งจะฉายเรื่องนั้นแล้ว ยังมีการทำป้ายมหึมานี้ไปติดตั้งล่วงหน้านับเดือนตามริมถนนในย่านที่พลุกพล่านของกรุงเทพ เช่นบริเวณสี่แยก หรือ วงเวียน ซึ่งมีอยู่มาก ซึ่งในแต่ละจุดจะมีป้ายมาประชันกันหลายเรื่อง แข่งขันความสะดุดตากันเต็มที่ ป้ายเหล่านี้จัดทำโดยช่างเขียนผู้ชำนาญและงดงามอย่างยิ่ง เป็นที่พิสวงตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวต่างชาติที่เพิ่งมาเยือนกรุงเทพ

ออกจะเป็นเรื่องดูน่าขัน สำหรับหนังไทยในยุค ๑๖ มิลลิเมตร ซึ่งลงทุนสร้างต่ำ แต่มีการทุ่มค่าโฆษณาสูงมาก กล่าวกันว่าบางเรื่อง ผู้สร้างจ่ายเงินค่าโฆษณา โดยเฉพาะค่าทำป้ายยักษ์สูงกว่าค่าลงทุนสร้างหนังเรื่องนั้นเสียอีก

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจของวงการหนังไทยในยุค ๑๖ มิลลิเมตรก็คือ การเกิดพระเอกหนังไทยผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย คือ มิตร ชัยบัญชา มิตรเป็นนักแสดงภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมชมชอบจากแฟนภาพยนตร์มากที่สุด เขาแสดงเป็นพระเอกในหนังไทยระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ถึง ๒๕๑๓ จำนวน ๒๖๕ เรื่อง ในจำนวนนี้แสดงคู่กับ เพชรา เชาวราษฏร์ นางเอกยอดนิยมคู่ขวัญของเขา ๑๖๕ เรื่อง ในช่วงที่เขาโด่งดังสุดขีด มีหนังไทยออกฉายเฉลี่ยเดือนละ ๕-๖ เรื่อง ในจำนวนนี้จะเป็นหนัง มิตร – เพชรา ออกฉาย ๑ - ๓ เรื่องเสมอ

มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตอย่างกระทันหัน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เมื่อประสบอุบัติเหตุตกจากการแสดงห้อยโหนบันไดเชือกจากเฮลิคอบเตอร์ ในขณะกำลังถ่ายทำฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญชาวไทยทั่วประเทศ และทำให้เขากลายเป็นตำนานของวงการภาพยนตร์ไทย

หลังการเสียชีวิตของมิตร ชัยบัญชา เป็นช่วงเวลาที่กิจการสร้างหนังไทยกำลังเปลี่ยนทั้งระบบ จากการสร้างภาพยนตร์ ๑๖ มิลลิเมตร พากย์สด ไปเป็นการสร้างภาพยนตร์ ๓๕ มิลลิเมตร เสียงในฟิล์ม อันเป็นผลจากการตั้งเงื่อนไขในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยของรัฐบาล

การที่หนังไทยเปลี่ยนเป็น ๓๕ มิลลิเมตร เช่นนี้ มีผลให้กิจการหนังกลางแปลงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย จากที่เคยใช้เครื่องฉายเล็ก ๆ ๑๖ มิลลิเมตร และจอผ้าขนาดสูงประมาณสามเมตรเศษ มาเป็นเครื่องฉาย ๓๕ มิลลิเมตร ขนาดใหญ่ และจอพลาสติคหรือไวนิลขนาดสูงนับสิบเมตร มีการแข่งขันกันว่ากิจการของใครจะมีจอใหญ่กว่ากันและเครื่องฉายไฟสว่างกว่ากัน

ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในประเทศไทย เมื่อขบวนการนักศึกษาไทยลุกฮือขึ้นขับไล่รัฐบาลเผด็จการ เป็นผลให้ประชาธิปไตยกลับมาอีก ขบวนการนักศึกษายังดำเนินการขับไล่ฐานทัพอเมริกัน ทำให้อิทธิพลอเมริกันเริ่มเสื่อมถอยไปจากประเทศไทย พร้อมกับการพ่ายแพ้ของกองทัพสหรัฐฯในเวียดนาม การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างใหญ่หลวงและในระยะยาว

สำหรับวงการภาพยนตร์ไทย เป็นครั้งแรกที่เปิดรับคนหนุ่มสาวหรือคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาเข้าไปร่วมทำงานในทุกระดับ และการเซ็นเซอร์ที่เคยเคร่งครัดเข้มงวด เริ่มผ่อนปรนและเปิดกว้างมากขึ้น

ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังไทย ด้วยมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าหนังต่างประเทศ ให้สูงกว่าเดิมหลายเท่า เป็นผลให้บริษัทตัวแทนจำหน่ายภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดประท้วง โดยการงดนำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเข้าประเทศไทย เกิดภาวะขาดแคลนภาพยนตร์สำหรับป้อนโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยได้โอกาสจากการเกิดช่องว่างขึ้นในตลาดภาพยนตร์ มีการผลิตภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้นทันที จากที่เคยผลิตก่อนหน้าปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ปีละ ๑๐๐ - ๑๒๐ เรื่อง เป็นปีละ ๑๓๐ - ๑๖๐ เรื่อง ประกอบกับในระยะนี้ได้เกิดการคลี่คลายจัดตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ไทยซึ่งประกอบกิจการครบวงจร คือ เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่าย และเจ้าของโรงภาพยนตร์ ประมาณ ๔ - ๕ ราย ทำให้ผู้สร้างที่เป็นรายย่อยหรืออิสระเหมือนยุค ๑๖ มิลลิเมตรเริ่มหดหายไป

ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ โอกาสเฟื่องฟูของภาพยนตร์ไทยก็สะดุดหยุดลงทันที เพราะบริษัทตัวแทนภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ยอมแพ้ เลิกประท้วง สั่งภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดกลับเข้ามาฉายอีก ขณะเดียวกันในระยะนั้น กิจการโทรทัศน์ในประเทศ ๔ ช่องในกรุงเทพ ได้พัฒนาแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในด้านรายการ และด้านการส่งสัญญาณให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ เครื่องรับโทรทัศน์ก็มีราคาถูกลงมาก และที่สำคัญที่สุดคือ การเกิดขึ้นของกิจการร้านให้เช่าและจำหน่ายวีดิโอเทป กิจการเคเบิลทีวี และจานดาวเทียม เหล่านี้มีผลกระทบไม่เพียงต่อกิจการสร้างหนังไทยเท่านั้น แต่กระทบอย่างใหญ่หลวงต่อกิจการโรงภาพยนตร์ด้วย ผู้คนเริ่มเปลี่ยนนิสัยการไปดูภาพยนตร์ที่โรง เป็นการดูโทรทัศน์และวีดิโอเทปที่บ้าน โรงภาพยนตร์กว่า ๗๐๐ โรงทั่วประเทศและแม้แต่จอหนังกลางแปลงนับพันจอเริ่มหดหายไป

โรงหนังใหญ่ ๆ บ้างก็ถูกรื้อเพื่อสร้างอาคารอย่างอื่น โดยเฉพาะศูนย์การค้าหรือไม่ก็คอนโดมีเนียมซึ่งกำลังเฟื่องฟูอย่างบ้าคลั่ง บ้างก็ถูกดัดแปลงเป็นตลาดนัด เป็นที่จอดรถ หรือแม้แต่เป็นโบสถ์ทางคริส๖ศาสนา ที่ยังอยู่ก็ถูกแบ่งให้เป็นโรงเล็กลงหรือแบ่งออกเป็นสองโรง

จำนวนหนังไทยที่เคยผลิตปีละร้อยกว่าเรื่อง ลดลงต่ำกว่าร้อย และลดลงเรื่อย ๆ จนต่ำกว่า ๕๐ ต่ำกว่า ๓๐ ส่วนหนังต่างประเทศก็ลดลงเช่นกัน และเหลืออยู่แต่หนังฮอลลีวู้ดและหนังฮ่องกง ส่วนหนังจากประเทศอื่น ๆ สาบสูญไป โดยเปลี่ยนไปอยู่ในตลาดวีดิโอให้เช่า

ในระยะปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ภาพยนตร์ไทยประเภทวัยรุ่น ได้รับการต้อนรับจากแฟนภาพยนตร์วัยรุ่น ทำให้เกิดกระแสผลิตภาพยนตร์วัยรุ่น ต่อเนื่องกันอยู่หลายปี ผู้ชมภาพยนตร์ไทยมีแต่เด็กวัยรุ่นระดับนักเรียน ในขณะที่ผู้ชมหนังฮอลลีวู้ดมีแต่นักศึกษาและคนหนุ่มสาวที่เพิ่งทำงาน

ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เริ่มมีผู้ลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์หรือรวมกลุ่มทันสมัยและไฮเท็คในศูนย์การค้าที่เกิดขึ้นมากมายในกรุงเทพ และระบาดออกไปตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งโรงภาพยนตร์แบบรวมกลุ่มทั้งอาคารของตัวเอง ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่โรงภาพยนตร์แบบนี้เก็บค่าตั๋วแพงขึ้นกว่าโรงหนังธรรมดา

โรงหนังสมัยใหม่ ไม่ใหญ่โตจุผู้คนนับพันหรือหลายพันอย่างแต่ก่อน จอก็ไม่ใหญ่ไม่โค้งกว้างอย่างแต่ก่อน แต่ความพิสดารพิถีพิถันอย่างเอาเป็นเอาตายไปอยู่ที่ระบบเสียง ซึ่งระบาดไปสู่กิจการหนังกลางแปลงด้วยเช่นกัน ซึ่งเลิกแข่งกันที่จอใหญ่ มาแข่งกันที่เสียงวิปริตพิสดาร จนดูเหมือนลำโพงหนังกลางแปลงยุคนี้ใหญ่กว่าจอเสียอีก แต่หนังกลางแปลงในปัจจุบัน ลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ

บัดนี้ รูปสวย ๆ ที่โชว์หน้าโรง โปสเตอร์ที่ปิดตามรั้วริมถนน ตามผนังร้านกาแฟ แผ่นป้ายขนาดยักษ์ รถแห่ ฯลฯ เหล่านี้ไม่มีความหมายเหมือนเดิมและไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เมื่อมีภาษาใหม่และความหมายใหม่ของการแห่หนังอยู่ในอินเตอร์เน็ต

ผู้คนที่ไปดูหนังวันนี้ มิได้นึกถึงหรือคิดเตรียมตัวล่วงหน้าว่าเขาจะไปดูหนังเรื่องอะไร มากเท่ากับคิดว่าเขาจะไปที่ศูนย์การค้าไหน เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ หรือ อีจีวี

การไปดูภาพยนตร์ที่โรงหนังซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ไม่ใช่ความจำเป็นอีกต่อไป ไม่ใช่นิสัยทางสังคม แต่เป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง ในยุคข่าวสาร ซึ่งจอคอมพิวเตอร์และเมาส์กำลังจะเป็นศูนย์กลางของคริสตศตวรรษใหม่


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab