2544 : ปีทองของ “หนังไทย” จากซบเซาสู่รุ่งเรือง
09/07/04 (By: พันทิวา อ่วมเจิม)

รายได้ของหนังไทยทั้งหมดเมื่อปี พ.ศ.2544 รวมแล้วเกือบ 1,300 ล้านบาท จากเดิมที่เคยได้เพียง 500 ล้านบาท ต่อปี คือสัญญาณที่ทำให้คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเริ่มมองเห็นความรุ่งโรจน์อีกครั้ง ความสำเร็จที่ดูจะเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังนี้ เริ่มต้นจากคนในวงการหนังไทยทุกคนหันหน้าเข้าหากัน สรุปบทเรียนต่าง ๆ ที่แล้วมา และหาสาเหตุว่าทำไมหนังไทยถึงเกือบจะล้มหายตายจาก ทุกคนตระหนักดีว่าความเสื่อมของหนังไทยมาจากหลาย ๆ สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะชะงักงันของความคิดสร้างสรรค์จนทำให้หนังไทยออกมาไม่ค่อยจะมีความหลากหลายสักเท่าไหร่ ส่งผลให้คนดูเหมารวมว่าหนังไทยเป็นหนังไร้คุณภาพ สู้ฮอลลีวู้ดไม่ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ไม่ค่อยจะเอื้อต่อการพัฒนาสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม แม้ว่าจะมีหลายหน่วยงานที่ทำอยู่ เช่น สมาพันธ์ภาพยนตร์ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ไม่สามารถเป็นตัวประสานระหว่างผู้สร้างกับหน่วยงานของรัฐที่อำนวยความสะดวกได้ดีเท่าที่ควร ความร่วมมือที่ให้หนังไทยกลับมาอีกครั้ง เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดเมื่อ 3 ปีก่อน คือหนังไทยจะไม่แข่งขันกันเอง หากสังเกตดูจะพบว่า ทุกวันศุกร์ที่มีหนังเปลี่ยนโปรแกรมใหม่ จะไม่มีหนังไทยชนกันให้เห็น ขณะเดียวกันโรงหนังทุกค่ายก็เปิดโรงฉายให้เต็มที่ชนิดที่เรียกว่าไม่อั้น ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้สร้างเองก็เปิดแนวรบด้านประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ นำเอารูปแบบการโปรโมทเหมือนหนังฮอลลีวู้ดมาใช้ คือเปิดเผยและบอกกล่าวกันตั้งแต่ช่วงพรีโปรดักชั่น ว่าใครทำอะไร อยู่ที่ไหนบ้าง หรือใครมีปัญญาสร้างภาพยนตร์ก็ทำกันไปให้เลิศเลอ ผลของความร่วมมือ ก็ออกมาอย่างที่เห็น

จำนวนหนังไทย 11 เรื่องที่ออกฉายในปี พ.ศ.2544 นอกจากหลาย ๆ เรื่องจะกวาดรางวัลและทำรายได้มากที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีแล้ว แนวทางและสไตล์ของหนังไทยยังมีความหลากหลายน่าสนใจ ปัจจุบันวงการหนังไทยไม่ติดอยู่กับ “วัฒนธรรมปริมาณ” อีกแล้ว คือไม่เอาจำนวนมาเป็นตัวประเมิน หรือตัดสิน เพราะถ้ามีการสร้างหนังไทยปีละ 200-300 เรื่อง แต่มีคุณภาพเพียง 10-20 เรื่อง ก็ขาดทุนกันยับเยินเป็นร้อยเรื่อง ในปี พ.ศ.2544 มีหนังไทยลงโรงทั้งหมดเพียง 11 เรื่อง แต่ดีมีคุณภาพถึง 70 % ก็เป็นที่น่าพอใจ ประเด็นที่น่าสนใจคือความเคลื่อนไหวของหนังไทยในปี พ.ศ.2544 ไม่ใช่อยู่ที่หนัง แต่ 70 % เป็นงานที่มีคุณภาพและน่าพอใจ หากเราจะมองกลับไปในแนวทางและเนื้อหาของหนังไทยในทุกเรื่องตั้งแต่เรื่อง สุริโยไท บางระจัน มือปืนโลกพระจันทร์ ปอบ หวีดสยอง ไกรทอง จันดารา โกล์ คลับ 14 ตุลาฯ ขวัญเรียม ฯลฯ ที่เข้าฉายในปี พ.ศ.2544 ทุกเรื่องที่กล่าวมานี้ จะพบได้ว่ามี “ความหลากหลาย” มากที่สุด ทั้งเป็นความหลากหลายที่มีคุณภาพมากกว่าไม่มีคุณภาพ ความหลากหลายที่ว่านี้ชัดเจน บางเรื่องเน้นเป็น Segment ของคนดู เช่นต้องการขายเกย์ ขายพ่อค้าแม่ค้า และขายกระแสของอินดี้ที่ชัดเจนมากขึ้น เป็นต้น ว่ากันไปแล้วในรอบหลายปีที่ผ่านมา หนังไทยมีความหลากหลายน้อย จะเห็นว่าในช่วงปี พ.ศ.2539-2541 วงการหนังไทยถูกครอบงำด้วยหนังวัยรุ่นที่เน้นหลักการ“ตีหัวเข้าบ้าน” จนในที่สุดพฤติกรรมนี้ถูกปฏิเสธจากคนดูอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงอาจบอกได้ว่า ปี พ.ศ.2544 เป็นช่วงเวลาที่ดีและน่าจดจำของหนังไทย มีองค์ประกอบที่จะบอกได้ว่าปี พ.ศ.2544 เป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจสำหรับคนทำหนังไทย คือ
  1. เนื้อหาของหนัง 9 ใน 11 เรื่องเป็นหนังย้อนยุค อาการย้อนยุคจึงเป็นเหมือน “จุดรวม” ของหนังไทยที่นำเสนอต่อคนดูในปี พ.ศ.2544

  2. ในบรรดาหนังไทย 11 เรื่องที่ออกฉาย มีการจับกลุ่มคนดูอย่างครอบคลุมทุกส่วน ตั้งแต่ชนชั้นแรงงานมาจนถึงชนชั้นกลาง และแม้แต่คนดูในสังคมชั้นสูง ก็เดินเข้าโรงหนังเพื่อดู “สุริโยไท” ในแง่ของสังคมแล้วหนังไทยทอดทิ้งคนดูบางกลุ่มไปนานแล้ว ตลาดหนังไทยนั้นอยู่กับกลุ่มวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ การมีหนังไทยสักเรื่องสองเรื่องสามารถทำหน้าที่ด้วยการดึงดูดคนดูออกจากบ้านแล้วเข้าโรงหนังเป็นสิ่งที่น่ายินดี

  3. หนังไทย 5-6 เรื่องในปี พ.ศ.2544 อย่างเช่น โกลคลับ สุริโยไท จันดารา บางระจัน ขวัญเรียม 14 ตุลาฯ สามารถไปสร้างชื่อเสียงในเวทีภาพยนตร์นานาชาติได้เป็นอย่างมาก สำหรับปี พ.ศ.2544 นี้คงจะกล่าวได้ว่าหนังไทยไม่ได้สร้างเพื่อฉายในเมืองไทยเพียงอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องจันดารา ก็ถูกโปรโมทในหลาย ๆ ด้านแบบ “มืออาชีพ” ซึ่งทำให้สามารถขายได้ในหลายประเทศ อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง รัสเซีย อิตาลี โคลัมเบีย บราซิล และเวเนซุเอลา แน่นอนว่าหนังไทยในยุคนี้ ไม่ได้ตั้งเป้ามุ่งหวังที่ จะฉายเพียงภายในประเทศเท่านั้น การสร้างโดยฝีมือผู้กำกับแต่ละคนก็คงต้องมุ่งไปต่างประเทศด้วย ซึ่งในความ สามารถของผู้กำกับรุ่นใหม่ทั้งหลายก็มีอยู่แล้ว จะติดขัดอยู่ที่ “จังหวะ” และ “โอกาส” เท่านั้น แต่บัดนี้ ในปี พ.ศ.2544 ตลาดโลกก็ได้เปิดโอกาสให้แก่หนังไทยแล้ว

ณ นาทีนี้ต้องยอมรับว่าปี พ.ศ.2544 นับเป็นปีทองของภาพยนตร์ไทยโดยแท้ หลังจากปล่อยให้ภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด ทำให้การสร้างภาพยนตร์ไทยมีจำนวนน้อยลงตามลำดับ เมื่อผู้สร้างต่างพากันประสบกับภาวะการขาดทุน อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ไทยขยายตัวขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ลดจำนวนการเข้าฉายลงเหลือเพียง 9 เรื่องในปี พ.ศ.2543 แต่อย่างไรก็ตาม ทิศทางของภาพยนตร์ไทยนั้นมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องสุริโยไทได้กระตุ้นตลาดภาพยนตร์ไทยขึ้นอีกครั้ง และยังมีภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2544 อีก 6 เรื่อง ได้แก่ จันดารา ผีสามบาท ขวัญเรียม คนล่าจันทร์หรือ 14 ตุลา และเชอรี่แอน ทั้งนี้มูลค่าตลาดของภาพยนตร์ไทยในปี พ.ศ.2544 มากกว่า 1,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของมูลค่าตลาดภาพยนตร์รวมของประเทศที่มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท แนวโน้มการสร้างภาพยนตร์ไทยมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ทั้งเรื่องการทุ่มทุนสร้าง บทภาพยนตร์และปัจจัยอื่น ๆ ที่ได้รับการปรับปรุงให้ภาพยนตร์ไทยเป็นที่ถูกใจของประชาชนเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากคุณภาพของภาพยนตร์ไทยที่สามารถทำตลาดได้ในประเทศแล้ว ตลาดต่างประเทศก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจภาพยนตร์ไทยที่มีความเป็นไปได้สูงในอนาคต หลังจากที่ภาพยนตร์ไทยสามารถเข้าร่วมงานประกวดและเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ ทำให้ตลาดต่างประเทศกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของธุรกิจภาพยนตร์ไทย

ในช่วงปีพ.ศ. 2500-2533 มีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เป็นจำนวนกว่า 100 เรื่องในแต่ละปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอยู่ในช่วงขยายตัวมากที่สุด ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ เช่น การเก็บภาษีนำเข้าฟิล์มภาพยนตร์จากต่างประเทศในอัตราที่สูงเมตรละ 30 บาท ในปี พ.ศ.2521 ส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศโดยเฉพาะฮอลลีวู้ดประท้วงโดยการงดส่งภาพยนตร์เข้ามาฉายในประเทศไทย ทำให้ตลาดภาพยนตร์ไทยคึกคักมาก ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ในขณะนั้นด้วย ในช่วงปี พ.ศ.2524-2529 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับเข้าสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง เมื่อมีสื่อบันเทิงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องเล่นวิดีโอ ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามธุรกิจภาพยนตร์ได้เริ่มคึกคักอีกครั้งหลังจากที่ได้มีการปรับปรุงโรงภาพยนตร์ให้ทันสมัยมากขึ้นและเริ่มมีภาพยนตร์นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาฉาย และในปี พ.ศ.2536 รัฐบาลได้ปรับลดภาษีนำเข้าฟิล์มภาพยนตร์ลงเหลือเมตรละ 10 บาท ประกอบกับภาพยนตร์ต่างประเทศได้พัฒนาเนื้อเรื่องและปรับปรุงเทคนิคการถ่ายทำโดยเน้นสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น ได้รับความนิยมจากผู้ชมมาก ส่งผลให้การนำเข้าภาพยนตร์มาฉายขยายตัวขึ้นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันการสร้างภาพยนตร์ไทยเริ่มลดลงไปตามลำดับ

ในปี พ.ศ.2541 มีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายทั้งหมด 14 เรื่อง ในขณะที่ภาพยนตร์ฝรั่งเข้าฉายทั้งหมด 204 เรื่อง และภาพยนตร์จีน 55 เรื่อง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5 ,75 และ 20 ตามลำดับ สัดส่วนของภาพยนตร์ฝรั่งที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ.2542 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 78.5 ส่วนภาพยนตร์จีนและไทยมีสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 18.5 และ 3.5 และปี พ.ศ.2543 ภาพยนตร์ฝรั่งมีสัดส่วนร้อยละ 80.5 ภาพยนตร์จีนมีสัดส่วนร้อยละ 14.7 ภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนร้อยละ 4 และ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นและอินเดีย มีสัดส่วนร้อยละ 0.4 เท่ากัน ดังตารางภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปี 2533 – 2543 

ปี

2533

2534

2535

2536

2537

2538

2539

2540

2541

2542

2543

ไทย

P>69

52

37

44

46

43

30

29

14

10

9

จีน

71

100

135

127

117

117

122

87

55

53

34

ฝรั่ง

89

80

104

96

150

183

203

219

204

223

186

ญี่ปุ่น

2

-

-

-

-

-

-

-

-

-

1

อินเดีย

1

-

3

2

1

-

-

-

-

-

1

รวม

232

232

279

269

314

343

355

335

273

286

231

ที่มา : สมาพันธ์ภาพยนตร์แ่ห่งชาติ

ปี พ.ศ.2542-2544 แม้ว่าจำนวนภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายในระยะหลัง ๆ จะมีจำนวนเรื่องน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างรุนแรง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทในปี พ.ศ.2540 ตัวเลขของรายได้ภาพยนตร์ไทยที่ผ่านมาแล้ว พบว่ามีแนวโน้มค่อนข้างผันผวนด้วยเช่นกัน โดยในปี พ.ศ.2542 มีรายได้ของภาพยนตร์ไทยรวม 257.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.7 จากปี พ.ศ.2541 ภาพยนตร์ 3 เรื่องแรกที่ทำรายได้สูงสุด อันดับหนึ่ง ได้แก่เรื่อง นางนาก ทำรายได้สูงสุดถึง 150 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง ฟ้า ทำรายได้ 28.5 ล้านบาท และภาพยนตร์เรื่อง แตก 4 ทำรายได้ 28.1 ล้านบาท

รายได้ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปี 2543 รวม 161.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 37 จากปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง สตรีเหล็ก ทำรายได้ 99 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง อั้งยี่ ทำรายได้ 20 ล้านบาท และภาพยนตร์เรื่อง ยุวชนทหาร ทำรายได้ 11.7 ล้านบาท

สถานะการณ์ของภาพยนตร์ไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี พ.ศ.2544 ค่อนข้างสดใส โดยเฉพาะภาพยนตร์ไทยเรื่อง บางระจัน ที่เข้าฉายในเดือนมกราคม สามารถทำรายได้สูงถึง 150 ล้านบาท ภาพยนตร์ไทยเรื่อง มือปืน/โลก/พระ/จันทร์ ทำรายได้ 120 ล้านบาท และเรื่องอื่น ๆ อีก รวมรายได้ 10 เดือนแรกของปี พ.ศ.2544 ประมาณ 370 ล้านบาท หากรวมกับภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ที่ทำรายได้ 700 ล้านบาท และภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เข้าฉายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีอีกประมาณ 5-6 เรื่อง ทำให้ภาพยนตร์ไทยในปี พ.ศ.2544 มีรายได้โดยประมาณ 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงกว่า 6 เท่าตัว

เป็นที่น่าสังเกตว่าการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของรายได้ภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของภาพยนตร์ที่เข้าฉายแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบอีกหลายอย่าง ตั้งแต่คุณภาพของภาพยนตร์ แนวภาพยนตร์ บทภาพยนตร์ ภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้าฉายในขณะนั้น เป็นต้น

ภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2542-2544

อันดับ

เรื่อง

ปี

รายได้(ล้านบาท)

1

สุริโยไท

2544

700.0

2

บางระจัน

2544

150.4

3

นางนาก

2542

150.0

4

มือปืนโลกพระจันทร์

2544

120.0

5

สตรีเหล็ก

2543

99.0

6

แม่เบี้ย

2544

51.0

7

ฟ้า

2542

28.5

8

แตก 4 รักโลภโกรธหลง

2542

28.1

9

อั้งยี่

2543

20.0

10

กำแพง

2542

18.5

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ทิศทางภาพยนตร์ไทยปี พ.ศ.2545 คุณภาพและการตลาดต้องไปด้วยกัน แม้ว่าระยะหลังจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศเข้ามาฉายมากขึ้น และทำให้คนไทยส่วนใหญ่หันไปชมภาพยนตร์จากต่างประเทศเหล่านี้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด แต่อย่างไรก็ตามยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ยังชอบที่จะชมภาพยนตร์ไทย แต่ภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพและตรงกับความนิยมของคนไทยนั้นมีการนำออกมาฉายค่อนข้างน้อย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ทำการสำรวจเชิงคุณภาพเกี่ยวกับความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯและปริมณฑล ในระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2544 - วันที่ 5 กันยายน 2544 จำนวน 1,000 คน พบว่า ร้อยละ 49.8 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจยังให้ความสนใจที่จะชมภาพยนตร์ไทย ในขณะที่ร้อยละ 50.2 นิยมที่จะชมภาพยนตร์ต่างประเทศมากกว่า สำหรับสาเหตุที่กลุ่มตัวอย่างเลือกชมภาพยนตร์ไทยนั้น เนื่องจากต้องการอุดหนุนหนังไทยคิดเป็นร้อยละ 28.7 ภาพยนตร์ไทยสนุกดูง่าย คิดเป็นร้อยละ 20.4 ส่วนดารานำแสดงนั้นมีผลต่อการชมภาพยนตร์ไทยร้อยละ 17.4 และสาเหตุที่ไม่เลือกชมภาพยนตร์ไทยนั้น กลุ่มตัวอย่างตอบว่า เนื้อหาสาระของภาพยนตร์ไทยไม่น่าสนใจร้อยละ 29.9 รองลงมา ได้แก่ การถ่ายทำไม่สมจริง ร้อยละ 21.8 และมีภาพยนตร์คุณภาพดีออกฉายน้อยร้อยละ 17.9 ส่วนเรื่องการวางตัวแสดงไม่เหมาะสมและภาพยนตร์ไทยเชย ไม่ทันสมัยคิดเป็นร้อยละ 7 เท่านั้น

ส่วนปัจจัยในการเลือกชมภาพยนตร์ไทยในเรื่องต่อไปนั้น ปรากฎว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เน้นชมภาพยนตร์โดยพิจารณาจากคุณภาพของภาพยนตร์ไทยคิดเป็นร้อยละ 30.2 นอกจากนี้การวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์จากผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์และคอลัมน์บันเทิงตามสื่อต่าง ๆ มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์ไทยเท่ากับดารานำแสดงในเรื่อง โดยคิดเป็นร้อยละ 12.1 เท่ากัน ส่วนสื่อโฆษณาต่าง ๆ ทิวทัศน์หรือฉากของภาพยนตร์ และผู้กำกับการแสดงนั้นมีผลต่อการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์ในเรื่องต่อไปร้อยละ 9.9, 8.2 และ 7.5 ตามลำดับ

สำหรับภาพยนตร์ไทยที่กลุ่มตัวอย่างต้องการชมในเรื่องต่อไปนั้นจะเป็นภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์ร้อยละ 22.3 แนวตลก ร้อยละ 21.9 บู๊แอกชั่นร้อยละ 14.9 โรแมนติก ร้อยละ 14.9 โรแมนติก ร้อยละ 11.5 ชีวิต ร้อยละ 8 ฆาตกรรม ร้อยละ 7.5 วิทยาศาสตร์ ร้อยละ 5.1 และอื่น ๆ อีกร้อยละ 1.4

จากผลการสำรวจพบว่า ภาพยนตร์ในแนวประวัติศาสตร์ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากเริ่มต้นปี พ.ศ.2544 ที่ผ่านมา ภาพยนตร์ในแนวประวัติศาสตร์ต่างก็ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้เป็นอย่างสูง เช่น บางระจัน ทำรายได้ 150 ล้านบาท และสุริโยไทที่เข้าฉายเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2544 ก็ทำรายได้ภายในประเทศกว่า 700 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื้อหาสาระของเรื่องเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของไทยและทำให้ผู้ชมได้ประโยชน์จากการชมภาพยนตร์มากกว่าการชมภาพยนตร์ประเภทอื่น ส่วนภาพยนตร์ในแนวตลกนั้นยังคงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากคนไทยโดยสังเกตจากเรื่อง มือปืน/โลก/พระ/จันทร์ ที่ทำรายได้กว่า 120 ล้านบาท อย่างไรก็ตามยังมีภาพยนตร์ไทยอีกหลายเรื่องที่เข้าฉายในปลายปี พ.ศ.2544 ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกันออกไป เช่น จัน ดารา 14 ตุลาสงครามประชาชน ขวัญเรียม ขุนแผน และเชอรี่แอน

นอกเหนือจากคุณภาพของภาพยนตร์ไทยได้รับการพัฒนาคุณภาพของภาพยนตร์ให้เป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว เรื่องของการตลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะบ่งบอกถึงความสำเร็จของภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน ภาพยนตร์ไทยเรื่อง สุริโยไท เป็นตัวอย่างของการทำตลาดภาพยนตร์อย่างครบเครื่องเรื่องหนึ่ง รายได้สูงถึง 700 ล้านบาท คงเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จของภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า กลยุทธ์การทำตลาดภาพยนตร์เรื่องสุริโยไทจนประสบความสำเร็จอย่างสูงมีองค์ประกอบดังนี้

  1. การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สื่อโฆษณาทุกสื่อ ทั้งสปอตโฆษณาทางวิทยุ ภาพยนตร์โฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ ป้ายคัตเอาท์ และอื่น ๆ ได้ถูกนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ในทุกสื่อ โดยเน้นถึงความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ ประกอบกับการนำเบื้องหลังการถ่ายทำ การให้สัมภาษณ์ของทั้งผู้กำกับ ดารานักแสดง ทีมงาน และนักวิจารณ์ภาพยนตร์ผ่านสื่อต่าง ๆ ได้มีส่วนกระตุ้นให้ผู้ชมอยากเข้าชมภาพยนตร์มากขึ้น หนึ่งเหตุผลที่ผู้ชมต้องการเข้าไปชมก็คือความต้องการรู้ว่า ภาพยนตร์จะดีเหมือนดังคำโฆษณาหรือไม่

  2. สถานที่ การเลือกเปิดตัวภาพยนตร์ผ่านทางโรงภาพยนตร์ที่เปิดตัวใหม่ การเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมกับเชิญผู้ที่เป็นที่รู้จักของประชาชนไปร่วมให้ความเห็นเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมเชื่อมั่นในภาพยนตร์มากขึ้น

  3. การเลือกเวลาฉาย ภาพยนตร์ที่เข้าฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์หรือโปรแกรมภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายมีส่วนสำคัญต่อรายได้ของภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน การเลือกเวลาในการฉายอย่างถูกเวลา เช่น ไม่มีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ หรือแนวภาพยนตร์เดียวกันเข้าฉายอยู่ ก็ส่งผลให้รายได้ของภาพยนตร์สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

  4. การจับกลุ่มผู้ชมได้ทุกกลุ่ม หากแบ่งกลุ่มผู้ชมภาพยนตร์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มผู้ใหญ่ จะพบว่ากลุ่มวัยรุ่นจะเป็นกลุ่มหลักที่จะเข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ทำให้แนวภาพยนตร์ที่เข้าฉายจะเน้นกลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก ส่วนกลุ่มวัยทำงานที่เริ่มมีภาระมากขึ้นทั้งเรี่องของงานและเรื่องครอบครัวจะมีแนวโน้มในการชมภาพยนตร์ลดลง ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่จะมีการชมภาพ ยนตร์ในโรงภาพยนตร์น้อย ส่วนมากจะเลือกชมที่บ้านมากกว่า แต่ภาพยนตร์เรื่องสุริโยไทสามารถสนองความต้องการของทุกกลุ่มได้ ทำให้ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

  5. การขายของที่ระลึก นอกเหนือจากภาพยนตร์ที่เข้าฉายแล้ว การจำหน่ายของที่ระลึกเป็นส่วนหนึ่งทำให้ภาพยนตร์เป็นที่รู้จักของผู้ชมมากขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสร้างแบรนด์ของภาพยนตร์ให้เป็นที่ยอมรับอย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากจะส่องกล้องมองดูความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2545 แล้ว ดูเหมือนว่าความคึกคักของหนังไทยอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะขณะนี้มีหนังที่อยู่ระหว่างการถ่ายทำและกำลังเขียนบทมากกว่า 30 เรื่อง เชื่อว่าคนไทยคงได้ดูไม่น้อยกว่า 20 เรื่อง ส่วนแนวทางของหนังนั้น ก็น่าดีใจที่กลุ่มผู้สร้างทำได้อย่างหลากหลาย มีทั้งคอมเมดี้สนุกสนาน ขายความบันเทิงสุด ๆ เช่นเรื่อง “มนต์เพลงลูกทุ่งเอฟเอ็ม” ของสหมงคลฟิล์มที่ฉายไปแล้วเมื่อต้นปี พ.ศ.2545 ที่รวมเอานักร้องลูกทุ่งทั่วเมืองไทยไว้มากกว่า 150 คน โปรเจคเก็บเกี่ยวตามกระแสหนังผีก็มีหลายเรื่องเช่น “โรงแรมผี” ของ อนุกูล จาโรทก “มรดกครีมแลนด์” ของ ยงยุทธ ทองกองทุน รวมถึง “กระสือ” ของ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ และหนังชวนสยอง “999-9999 ต่อติดตาย” เป็นต้น ส่วนหนังพีเรียดก็มีเหมือนกัน เช่น การกลับมาอีกครั้งของ “ทวิภพ” ที่มีการตีความใหม่ ซึ่งผู้สร้างบอกว่า ไม่เหมือนเดิม “พระอภัยมณี” รวมทั้งหนังภาคต่ออย่าง “สตรีเหล็ก 2” ก็จะฉายในปี พ.ศ.2545 ด้วย

ภาพยนตร์ไทยไปอินเตอร์ มองหาลู่ทางส่งออก การสร้างภาพยนตร์ในปัจจุบันนอกจากจะเน้นการทำตลาดภายในประเทศแล้ว ตลาดต่างประเทศก็เป็นตลาดหนึ่งที่ผู้สร้างเล็งเห็นว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องมีโอกาสได้ไปฉายในต่างประเทศ เช่น สตรีเหล็ก นางนาก บางระจัน ฟ้าทลายโจร บางกอกแดนเจอรัส อย่างไรก็ตาม เกือบ 30 ปีก่อนเรื่อยมา มีหนังไทยหลายเรื่องพยายามที่จะมุ่งไปทำตลาดนอกประเทศ นับแต่ “กันแมน” ของนักโฆษณาชั้นเยี่ยมยอด วันชัย อรรถเวทย์วรวุฒิ มาจนถึง “ทอง” ของ ฉลอง ภักดีวิจิตร โดยเฉพาะฉลอง ได้นำดาราที่มีชื่อเสียงของฮอลลีวู้ดอย่างเช่น โอลิเวีย ฮัสซี่ย์ ที่โด่งดัง เป็นที่รู้จักในบ้านเราจากเรื่อง “โรมีโอ แอน จูเลียต” หรือ เกร็ก มอร์ริส นักแสดงผิวสีที่รู้จักกันดีในหนังทีวีชุด “ขบวนการพยัคฆ์ร้าย” มาร่วมแสดง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังไทยเฟื่องฟูเหมือนในสมัยนี้ เพราะการขาดความต่อเนื่องในการป้อนหนังที่น่าสนใจไปยังตลาดหนังแต่ละแห่งหรือหนังไม่มีคุณภาพหรือน่าสนใจพอที่ผู้ซื้อคิดว่าจะทำกำไรให้ได้ แม้ว่าภาพยนตร์บางเรื่องจะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในเมืองไทย อย่างเช่น “บางกอกแดนเจอรัส” แต่หนังเรื่องนี้ก็ได้รับการโปรโมท นำไปเปิดตัวที่งานเทศกาลหนังที่โตรอนโตคว้ารางวัลกลับมา พร้อมกับการขายได้ในหลายประเทศ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจากขาดทุน จนกลายเป็นกำไร ฟื้นคืนมา จึงกล่าวได้ว่า ภาพยนตร์ไทยเป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศมากขึ้น

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ที่ศูนย์ วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้สรุปไว้ถึงภาพรวมของความสามารถในการแข่งขันของภาพยนตร์ไทยกับต่างประเทศนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.4 มีความเห็นว่า ภาพยนตร์ไทยแข่งขันกับต่างประเทศได้ และมีเพียงร้อยละ 27.6 เท่านั้นที่มีความเห็นว่าภาพยนตร์ไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ การส่งภาพยนตร์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศนั้น ทำรายได้ให้กับผู้สร้างภาพยนตร์ไทยมากขึ้นในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เดิมนั้นรายได้หลักของภาพยนตร์ไทยมาจากตลาดในประเทศทั้งที่เป็นรายได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์ในเขตกรุงเทพ (ทั้งที่เป็นการขายขาดและมีส่วนแบ่งรายได้จากโรงภาพยนตร์) รายได้จากการจำหน่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ให้กับสายหนังในต่างจังหวัด รายได้จากการขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ให้กับบริษัทเคเบิ้ลทีวี วิดีโอ วีซีดี ดีวีดี และโทรทัศน์ ในปัจจุบันการจำหน่ายลิขสิทธ์ภาพยนตร์ยังมุ่งหวังจะขยายตัวในตลาดต่างประเทศอีกด้วย ตลาดภาพยนตร์ไทยในต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากการแพร่ภาพผ่านทางเคเบิ้ลทีวีอย่างเดียวมาเป็นการฉายในโรงภาพยนตร์มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีตลาดที่ขยายตัวไปในหลายประเทศนอกเหนือจากตลาดในแถบเอเซียอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ไปเป็นประเทศในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา ที่สนใจนำภาพยนตร์ไปฉายมากขึ้น ช่องทางการจำหน่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบคือ

  1. บริษัทสร้างภาพยนตร์ไทยนำภาพยนตร์ไปจำหน่ายเองในต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วจะมีพนักงานของบริษัทเองที่นำไปเสนอขายให้กับบริษัทตัวแทนจำหน่ายภาพยนตร์ในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมดเอง

  2. จำหน่ายผ่านนายหน้า ในกรณีนี้จะมีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงานในบริษัทเป็นผู้นำภาพยนตร์ไปจำหน่ายบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์จะกำหนดราคาจำหน่ายภาพยนตร์เรื่องที่ต้องการจำหน่ายเอาไว้จำนวนหนึ่ง และให้ค่าจ้างกับนายหน้าในอัตราที่ตกลงกันไว้ หากนายหน้าสามารถขายได้สูงกว่าราคาที่บริษัทสร้างภาพยนตร์กำหนดไว้ นายหน้าก็จะได้ส่วนต่างนั้นไปด้วย นายหน้าอาจจะอยู่ในรูปแบบของบุคคลหรือบริษัทก็ได้

  3. การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ ในระยะหลังบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ให้ความสนใจที่จะร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ นอกจากนี้ยังมีเทศกาลภาพยนตร์ที่ประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส คานาดา ญี่ปุ่น เป็นต้น การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เปรียบเสมือนเป็นสถานที่พบกันระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์กับผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่จะตกลงซื้อขายภาพยนตร์กัน ที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยที่นำไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีได้แก่เรื่อง บางระจัน บางกอกแดนเจอรัส ฟ้าทะลายโจร ตลก 69 โกลคลับ สตรีเหล็ก เป็นต้น

อนาคตภาพยนตร์ไทย ที่มีทั้งปัญหาและอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน ปี พ.ศ.2544 เป็นปีแห่งความสำเร็จของภาพ ยนตร์ไทยอีกปีหนึ่ง รายได้ที่ได้รับสูงถึง 1,200 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนของรายได้ภาพยนตร์ไทยขยับตัวสูงขึ้นเป็นร้อยละ 40 ของรายได้ภาพยนตร์รวมทั้งหมด โดยภาพยนตร์ไทยเรื่องสุริโยไทเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด อย่างไรก็ตามแม้ว่าอนาคตภาพยนตร์ไทยจะค่อนข้างสดใส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มีความเห็นว่า ภาพยนตร์ไทยยังมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคอยู่หลายประการ ดังนี้

  1. การสร้างภาพยนตร์ มักจะประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ อาทิ

    • ปัญหาทางด้านเงินทุนในการสร้าง เนื่องจากที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้เท่าไรนัก ทำให้การหาแหล่งเงินทุนหรือการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาใช้ในการหมุนเวียนสร้างภาพยนตร์นั้นเป็นไปด้วยความลำบาก ซึ่งในบางครั้งหากมีทุนในการสร้างน้อย การว่าจ้างนักแสดง ผู้เขียนบท ผู้กำกับทำได้จำกัด จึงทำให้คุณภาพของภาพยนตร์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดมากนัก อย่างไรก็ตามในระยะหลัง การสร้างภาพยนตร์ไทยมีการร่วมทุนกับต่างชาติมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการสร้างภาพยนตร์ที่มีนักแสดงจากต่างประเทศเข้ามาแสดงนำและนำกลับไปฉายยังต่างประเทศด้วย

    • การขาดแคลนบุคลากร ในการสร้างภาพยนตร์ส่วนประกอบในแต่ละส่วนล้วนมีความสำคัญ ตั้งแต่การเขียนบทภาพยนตร์ ทีมงานจัดฉาก แต่งหน้า ดนตรี การตัดต่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กส์ แม้ว่าจะมีบุคลากรต่าง ๆ ในประเทศแล้ว แต่ก็ยังมีจำนวนน้อย ยังไม่เพียงพอหากอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีการขยายตัวมากกว่าในปัจุบัน ทำให้ต้องจ้างบุคลากรเหล่านี้จากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการสร้างให้สูงขึ้น

    • ทิศทางและแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้สร้างเกิดความไม่แน่ใจว่าภาพยนตร์ที่สร้างออกมาแล้วจะเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นที่ต้องการของตลาดนั่นหมายถึงรายได้ที่จะตามมาอาจจะน้อยกว่าต้นทุนที่เสียไป และหากภาพยนตร์เรื่องใดประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ก็จะทำให้มีการสร้างภาพยนตร์แนวเดิมออกมาฉายอีก ซึ่งผู้สร้างเองก็ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา

  2. ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ บทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังไม่ชัดเจนนัก อาจเพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ แล้ว ยังมีมูลค่าไม่สูงมากนักและยังมีศักยภาพในการส่งออกน้อย ทั้งนี้ แบ่งออกเป็น

    • ด้านกฎหมาย ในปัจจุบันการผลิตภาพยนตร์อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.2473 ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงความล้าหลังและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงขณะนี้ว่ามีส่วนทำให้ภาพยนตร์ที่นำออกฉายนั้นไม่สะท้อนภาพของความเป็นจริง ทั้งภาพการทุจริตในวงการเมือง ตำรวจ การฆาตกรรม ส่งผลให้ภาพยนตร์ไทยไม่สามารถพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลได้ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาและประกาศใช้ในลำดับต่อไป อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่ในแวดวงของการสร้างภาพยนตร์มีความเห็นว่า ควรยกเลิกการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์และหันมาใช้มาตรการอื่นทดแทน เช่น การกำหนดเรทของภาพยนตร์ให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม เพื่อความเสมอภาคและยุติธรรมและไม่เป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างภาพยนตร์ด้วย อย่างไรก็ตามคงจะเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงถึงความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายควบคุมภาพยนตร์ เนื่องจากสภาพสังคมในประเทศไทย ในเรื่องความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎหมายยังไม่มากนัก แม้ว่าจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ เช่น การห้ามเด็กต่ำกว่าอายุ 20 ปี ชมภาพยนตร์แนวอีโรติก ก็อาจจะมีการลักลอบชมและลักลอบขายตั๋วชมให้ ก็สามารถเกิดขึ้นได้

    • มาตรการทางด้านภาษี ในการสร้างภาพยนตร์นั้น ต้นทุนของฟิล์มภาพยนตร์และอุปกรณ์ในการถ่ายทำนั้น มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20-30 ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การอ่อนตัวของค่าเงินบาทส่งผลให้ต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่า ซึ่งส่งผลให้ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องแบกรับภาษีนำเข้าสูงและทำให้ต้นทุนการสร้างสูง ผู้สร้างภาพยนตร์มีความเห็นว่ารัฐบาลควรให้สิทธิพิเศษกับผู้สร้างภาพยนตร์ในการนำเข้าอุปกรณ์การสร้างภาพยนตร์ด้วยการให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษี เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

    • มาตรการส่งเสริมการส่งออก การส่งออกภาพยนตร์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศนั้น มีมูลค่า 34.3 ล้านบาทในปี พ.ศ.2543 และในช่วง 7 เดือนแรกของปี พ.ศ.2544 มีมูลค่า 19.8 ล้านบาท แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการส่งเสริมการนำภาพยนตร์ไทยไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยปี พ.ศ.2544 กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบรางวัลให้แก่ผู้ส่งออกดีเด่น ประเภทธุรกิจบริการ ให้กับบริษัทฟิล์มบางกอก ในการส่งภาพยนตร์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศในปีที่ผ่านมาถึง 4 เรื่องในกว่า 30 ประเทศ และเป็นปีแรกที่มีการมอบรางวัลให้กับธุรกิจส่งออกประเภทนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่สามารถนำรายได้เข้าประเทศได้

  3. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แม้ว่าภาพยนตร์จะเป็นบริการที่มีราคาถูก โดยผู้ชมเสียค่าชมเพียง 80-150 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากเดิมการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เป็นที่นิยมมาก ต่อมาเมื่อมีเครื่องเล่นวิดีโอเข้ามา มีบริการศูนย์เช่าวิดีโอในราคาถูกกว่า ในราคาเรื่องละ 20-30 บาท และชมได้ทั้งครอบครัว ก็ทำให้ต้นทุนในการชมภาพยนตร์ลดต่ำลงไปกว่าเดิม จากเครื่องเล่นวิดีโอได้พัฒนามาเป็นเครื่องเล่นวีซีดี ที่ทำให้ภาพคมชัดกว่าวิดีโอ ราคาเครื่องเล่นวีซีดีค่อนข้างถูก และแผ่นภาพยนตร์มีราคาถูกกว่าก็เข้ามาแทนที่การชมภาพยนตร์จากวิดีโอ มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่หันไปชมภาพยนตร์โดยผ่านวิดีโอและวีซีดี โดยเฉพาะภาพยนตร์ไทย ซึ่งที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์มักจะเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ใช้สเปเชียลเอฟเฟ็กส์มากนัก ซึ่งสามารถชมผ่านทางเครื่องเล่นวีซีดีหรือวิดีโอได้ ซึ่งต่างจากภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดที่มีการใช้เทคนิคการถ่ายทำสูง ต้องชมในโรงภาพยนตร์จะได้อรรถรสในการชมมากกว่า และที่ผ่านมาทำให้ผู้บริโภคนิยมที่จะชมภาพยนตร์ไทยผ่านทางวีซีดีหรือวิดีโอมากขึ้น และขณะนี้เทคโนโลยีใหม่ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการฉายภาพยนตร์คือ อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการชมภาพยนตร์ การดาวน์โหลดภาพยนตร์ในราคาถูก แม้ว่าในปัจจุบันยังมีสัดส่วนน้อยเนื่องจากความล่าช้าในการดาวน์โหลด แต่ถ้าหากมีการพัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงรองรับก็จะสามารถขยายบริการให้รวดเร็วได้

  4. การละเมิดลิขสิทธิ์ ปัญหาของการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์มีความรุนแรงขึ้นมาก ส่งผลให้รายได้ของภาพยนตร์ไทยหดหายลงไปด้วย จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์มีความรุนแรงมากขึ้น จำนวนคดีละเมิดลิขสิทธิ์ในปี พ.ศ.2543 มากถึง 1,558 คดี มีจำนวนของกลางที่จับกุมได้ 1.8 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 135 และร้อยละ 578 ตามลำดับ จากปี พ.ศ.2542 นอกจากนี้คดีการละเมิดกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ในปี 2543 จับกุมได้ 48 คดี จำนวนของกลาง 35,759 ชิ้น

  5. สภาพเศรษฐกิจ หากจะพิจารณาโดยลักษณะของภาพยนตร์แล้ว จัดได้ว่าเป็นบริการให้ความบันเทิงที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือย ในสภาพเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคลดค่าใช้จ่ายในการชมภาพยนตร์ในโรงภาพ ยนตร์ลดลงเมื่อรายได้ลดลง ในปัจจุบันมีการประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1-1.5 เท่านั้น ยิ่งส่งผลให้ประชาชนมีความระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม นอกเหนือจากสภาพเศรษฐกิจในประ เทศขยายตัวน้อยแล้ว สภาพเศรษฐกิจของโลกก็ยังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ ที่มีผลกระทบกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
สรุปได้ว่าในปี พ.ศ.2544 เป็นปีที่ภาพยนตร์ไทยทำรายได้เป็นจำนวนมาก โดยมีเรื่องสุริโยไทเป็นเรื่องเด่น เราได้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นของภาพยนตร์ไทย ในปี พ.ศ.2545 คาดว่าจะมีภาพยนตร์ที่ได้รับการพัฒนาในเรื่องคุณภาพมากขึ้น และจะมีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายไม่น้อยกว่า 30 เรื่อง ซึ่งการขยายตัวของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยนั้น ยังมีอุปสรรคอีกหลายประการที่ต้องฝ่าฟัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินทุนในการสร้าง โครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ยังไม่ปรับลดลงเพื่อส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์ไทย การพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการสร้าง ผู้เขียนบท และที่สำคัญคือปัญหาการจัดเรทภาพยนตร์ให้เหมาะสมกับผู้เข้าชม ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยให้เกิดการกระตุ้นการสร้างภาพยนตร์ไทยให้พัฒนาไปในระดับนานาชาติ เนื่องจากตลาดภาพยนตร์ไทยนอกจากจะคำนึงถึงรายได้จากการฉายในประเทศแล้ว ตลาดต่างประเทศก็เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและร่วมใจกันทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะช่วยกันผลักดันให้ภาพยนตร์ไทยก้าวไกลในระดับฮอลลีวู้ด

ที่มา วารสารหนัง : ไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 (ตุลาคม 2544-มีนาคม 2545 )


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab