Interview: ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
10/07/04 (By: ณัฐดนัย เหลี่ยมภักดิ์)

หากย้อนกลับไปเมื่อการประกวดภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 4 ของมูลนิธิหนังไทย น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักงานหนังสั้นเรื่องหลวงตา ผลงานของ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ นักศึกษาจากรั้วรังสิต ซึ่งคว้ารางวัลใหญ่ ๆ จากการประกวดมาด้วยกันถึง 2 รางวัล หลังนั้นจึงผันตัวเข้าสู่ชีวิตการทำงานด้วยบทบาทของผู้ช่วยผู้กำกับที่บริษัทฟีโนม่า ถัดมาสามปี ผลงานอีกเรื่อง In The Eye ก็กลับมาตอกย้ำเสียงขานรับในเทศกาลหนังสั้นทั้งในและนอกประเทศอีกครั้ง เร็ววันนี้เราจะได้สัมผัสกับก้าวแรกของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องยาวในหนังสยองขวัญ The Shutter ผลงานสร้างร่วมกันระหว่าง GMM PICTURES และ บริษัทฟีโนมีน่า ก่อนจะถึงเวลานั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักถึงตัวตนของเขากันก่อนดีกว่า

เริ่มสนใจหนังตั้งแต่เมื่อไรครับ
คงเริ่มจากตอน ม. 2 ม.3 ต้องไปเรียนพิเศษ แต่ก็เรียนบ้าง โดดบ้าง ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปดูหนัง ทำอย่างนี้เป็นเดือน ๆ ดูหนังทุกเรื่องที่เข้า จนติดครับ พยายามอ่านหนังสือหนัง หาข้อมูล จนรู้เรื่องหนังเยอะมาก สุดท้ายอยากทำหนังขึ้นมา แต่คิดว่ามันคงเป็นอาชีพไม่ได้ เหมือนอาชีพในฝันมากกว่า อีกอย่างตอนนั้นพยายามจะสอบเข้าInterior อยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้สอบหรอกครับ เพราะไม่รู้จะเรียนสิ่งที่ไม่ตัวเองไม่รักไปทำไม จึงตัดสินใจเรียนนิเทศน์ แต่เอนท์ไม่ติดก็เลยมาเข้าที่ ม.รังสิต เรียนสาขาภาพยนตร์ จนทำมาหนังสั้นนี่ล่ะครับ

In The Eye ทิ้งช่วงห่างจาก เรื่องหลวงตา ไปเยอะเหมือนกันนะครับ
เกือบ ๆ 2 ปีครับ ช่วงที่หายไป ก็อยากทำเรื่องใหม่อยู่ตลอดนะ แต่พอทำงานไปแล้ว มันไม่มีแรงขับดันพอที่จะได้ทำ บวกกับยุ่ง ๆ ด้วย จนที่ฟีโนมีโปรเจคให้ผู้ช่วยทำหนังสั้นเพื่อคัดเลือกไปเป็นผู้กำกับ มันจึงเป็นแรงกระตุ้นให้เราไปทำจริง ๆ เสียที เลยออกมาเป็น In the Eye พอดีที่ออฟฟิศเขาชอบกัน ก็เลยให้มาทำหนังใหญ่ เรื่อง The Shutter

ทำไมหนังทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับการแอบดู การจ้องมอง แทบทั้งสิ้นล่ะครับ
ส่วนตัวไม่ตั้งใจหรอกครับ อยากทำให้มันต่างด้วยซ้ำไป เวลาผมคิด พล็อตออกมา ปุ๊บ! ถ้ามันน่าสนใจก็จะเขียนเป็นบทต่อ ไม่ได้คิดว่ามันจะต้องสะท้อนมุมมองอะไรออกมา อย่าง In the Eye เรื่องของคนที่แอบดูแม่ตัวเองอาบน้ำ เหมือนผมเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้นานมาแล้ว คืนที่เริ่มคิด พล็อตผมก็นอนกับแม่นะ มันเขิน ๆ ยังไงไม่รู้ ตอนเช้าพอมานั่งเขียน พล็อตแล้วนึกถึงเรื่องเมื่อคืน บวกกับเรื่องเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับการแอบดู ก็เลยออกมาเป็น In the Eye กะแค่ว่าอยากทำหนังสนุก ๆ ซักเรื่อง ชวนติดตาม พูดถึงอะไรที่เป็นด้านมืด

แล้วในแง่นิสัยส่วนตัว การแอบมอง จ้องมอง มันเกี่ยวข้องกับคุณหรอเปล่า
ผมไม่ได้เป็นคนพูดมาก ดังนั้นสิ่งที่คนเงียบคนหนึ่งจะทำได้ อาจจะเป็นเรื่องของการมอง การสังเกตก็ได้

ตอนดู In the Eye ผมนึกถึงตัวละครอย่าง Normn Btes ในเรื่อง Psycho มาก ในแง่ที่ว่าทั้งสองต่างมีพฤติกรรมจ้องมอง แอบดู และต่างตกอยู่ภายใต้อำนาจของแม่เหมือนกัน มันเกี่ยวข้องอะไรกับปมในวัยเด็กของคุณด้วยเหรอเปล่า
คือตอนเด็ก ๆ แม่ผมจะดุมาก เวลาผมคิดถึงแม่คนนี้ ( แม่ในหนัง ) ผมจะจำลองแบบจากแม่จริง ๆ ของผม เอาอะไรหลาย ๆ อย่างที่ผมรู้สึกตอนเด็ก ๆ มาใช้กับแม่ในหนังเหมือนกัน

ฟังดูเหมือนครอบครัวคุณจะเข้มงวด ซึ่งมันก็สอดคล้องกับหนังของคุณที่มักพูดถึงการใช้อำนาจที่ตัวละครแต่ละตัวแสดงต่อกัน ในบริบทที่แตกต่างกัน
ที่บ้านผมก็คุยเล่นกับพ่อแม่ได้นะครับ แต่ผมก็จะถูกเลี้ยงมาโดยมีกรอบบางอย่างที่หนาแน่นมาก อย่างเช่น ต้องเรียกพ่อแม่โดยมีคำว่า คุณ เสมอ หรือผมจะข้ามถนนเองไม่ได้ สูบบุหรี่ไม่ได้ ทำอะไรที่เป็นสิ่งต้องห้ามไม่ได้ เหมือนมีอาณาเขตบางอย่างที่ผมเองออกไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งในตอนนั้นจึงทำให้ผมเป็นคนเงียบ ๆ คนทั่วไปมักจะมองว่ามนุษย์สัมพันธ์ไม่ค่อยดีเท่าไร กับคนแปลกหน้าผมจะเข้าไม่ค่อยได้เลย

ท่าทางคุณจะมีโลกส่วนตัวมาก
ใช่ครับ เป็นคนชอบไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียว ไม่ชอบไปกับคนเยอะ ๆ ทำงานกับคนเยอะ ๆ มันสะดวกสบายกว่า แต่ก็ไม่ได้ปลีกวิเวกขนาดต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่ก็อยากอยู่คนเดียว

จากหลวงตา ที่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงอย่างมาก เคยคิดมาก่อนบ้างไหมครับว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้
ตอนที่หลวงตาประสบความสำเร็จ ปุ๊บ! รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมมันขนาดนี้เลยหรอ เพราะตอนเราทำเสร็จ ยังรู้สึกว่าผิดตรงนั้น ผิดตรงนี้ มันยังไม่ค่อยดี แต่ช่วงหลัง ๆ มา เริ่มหลอกตัวเองมากขึ้น คิดว่าตัวเองคงโอเคมั้ง เราคงเจ๋ง แต่พอมาทำที่ฟีโน ( รู้เลยว่าที่ผ่านมาเราคิดผิดมาตลอด ) เราคิดผิดมาก ๆ เรานี่โคตรโง่เลย โลกของการทำหนังมันกว้างมาก แล้วมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ

แล้วชีวิตการทำงานช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง
มีความสุขอยู่กับสิ่งที่ทำเหมือนกันนะ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ความทะเยอทะยานมันลดลงไปเหมือนกัน อย่างในช่วงที่ทำหนังสั้นจะมี พล็อตที่อยากทำเยอะมาก แต่ตอนนี้ลดลงไปเยอะ เหมือนพลังงานมันหมด อยากอยู่กับตัวเองซักพัก เพราะเหนื่อยกับหนังเรื่องนี้มาก ผมเขียนบทมาปีนึงแล้วนะ เขียนทุกวัน แก้บททุกวัน เบื่อครับแต่ก็สนุกดี

ท่าทางคุณจะเป็นคนจริงจังกับการทำงานนะครับ
ปกติเป็นคนเครียดอยู่แล้วครับ เวลาทำงานถ้าวาดภาพอะไรแล้ว ก็ต้องได้อย่างที่คิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลาไม่ได้อาจจะคลาดเคลื่อนไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมก็รู้สึกนะ ดังนั้นเวลาทำงานมักเกิดปัญหา มีทะเลาะกับทีมงานบ้าง แต่หลัง ๆ ก็เริ่มลดลงมาแล้ว เพราะในการทำงานจริง บางครั้งมันก็ไม่ได้อย่างที่ต้องการเสมอไปหรอก

ในฐานะที่คุณเองก็จบ ม.รังสิต มองอย่างไรบ้างที่หนังของ ม.รังสิต ค่อนข้างจะเป็นพิมพ์นิยมที่ชัดเจนมาก
ผมเชื่อแนวคิดนี้มาก คือคนทำหนังสั้นก็เหมือนกับเด็กเพิ่งเกิด นักเรียนหนังเข้ามหาลัยก็ต้องดูหนังรุ่นพี่ ด้วยความที่เกิดมาหนังสั้นเป็นอย่างไรก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาทำกันอย่างนี้ มีอุปกรณ์อย่างนี้ มีสังคมแบบนี้ในมหาลัย หนังก็จะออกมาแบบนั้นเหมือน ๆ กัน ไม่เฉพาะหนัง ม.รังสิต หรอก ทุกที่ก็เป็นเหมือนกัน ถ้าเกิดมีใครทำแนวอย่างนี้ขึ้นมา ก็จะเกิดการทำซ้ำ ๆ ขึ้นเยอะ อย่างจุฬาก็จะออกแนวฮาๆ แต่ของ ม.รังสิต จะออกแนวโปรดักชั่นดีไปหมด แต่บทห่วย

แล้วในส่วนที่หนังมันถูกจัดวางมากเกินไปล่ะครับ
คงมาจากที่ ม.รังสิต ถ่ายทำกันโดยใช้ฟิลม์ 35 ซึ่งมันเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลืองเป็นแสน ๆ กล้องก็เป็นกล้อง 35 ขนาดใหญ่ มีมอนิเตอร์มีบูม มีทีมงานครบ เวลาจะถ่ายอะไรที มันจึงต้องจัดตรงนั้น จัดตรงนี้ ยกเว้นบางปีที่เรื่องดี โปรดักชั่นก็ยิ่งส่งให้หนังดีขึ้นไปอีก

ฝึกฝนกับโปรดักชั่นมามากก็เข้าทางกับงานโฆษณาซิครับ
ก็มีส่วนครับ แต่ที่ฟีโนจะสอนให้เอาโปรดักชั่นมาซับพอร์ทเรื่องราวมากกว่า ไม่ใช่ถ่ายแค่ให้มุมสวย แต่เนื้อเรื่องไม่มีอะไร สิ่งนี้ก็ตามมายังหนังของผมเอง คือไม่อยากให้คนดูดูแล้วเบื่อ อย่างน้อยก็ต้องมีความน่าสนใจบางอย่างอยู่ในหนังที่เขาเสียเวลาเข้าไปดูบ้าง

แล้วพรมแดนของความน่าเบื่อและไม่น่าเบื่อของคุณอยู่ตรงไหนครับ
คงอยู่ตรงที่ความรู้สึกผมเอง ว่ามันมี Conflict ที่น่าสนใจเพียงพอหรือไม่ แล้วนำเสนอออกไปในมุมมองของผม อย่างหนังเรื่อง In the bedroom เป็นเป็นเรื่อง Bsic ในบ้าน แต่มีเนื้อหาที่โดนใจมาก ถ้าจะทำหนังก็คงทำหนังแบบนี้

ส่วนตัวเชื่อการด้นสดไหมครับ
ด้นสด ? สมมุตินะครับ ในแง่ที่ เหมือนออกไปถ่ายอะไร แล้วมั่ว ไม่ค่อยอ่ะ ผมไม่ทำหนังอย่างนั้นแน่ ๆ จะไม่ค่อยถ่ายอะไรตามอารมณ์ แบบหนังอย่าง Blissfully Yours ( สุดเสน่หา ) ห่างไกลจากตัวผมมากเลย

เวลาว่างทำอะไรบ้างครับ
ไปกินเหล้ากับเพื่อน ดูหนัง อยู่กับหนังนี่ล่ะครับ ถ้าไม่มีหนังมันคงลำบาก เหมือนยาเสพติดไปแล้ว ได้ยุ่งเกี่ยวกับมันชีวิตผมมีความสุขแล้ว

อ่านหนังสือบ้างไหมครับ
อ่านครับ ผมชอบวินทร์ เลียววารินทร์ มาก อ่านแล้วอ่านอีก ซ้ำไปซ้ำมา อ่านหนังสือเขาแล้วเหมือนได้ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่อง ผมว่ามีเรื่องสั้นของเขาเยอะมาก ถ้าทำเป็นหนังต้องดีมาก น่าจะมีใครซักคนจ้างเขามาเป็นคนบทหนังนะ

คิดว่าตัวตนตั้งแต่วันที่รู้จักหนังครั้งแรกจนถึงวันที่ต้องกำกับหนังเรื่อง Shutter เอง เปลี่ยนไปไหม
เปลี่ยนไปนะ ตอนเริ่มดูหนังใหม่ ๆ ผมชอบดูหนังแอ็คชั่นมาก อยากมีช็อตเฮลิคอปเตอร์เหมือน ไมเคิล เบย์ เจอร์รี่ แต่พอดูหนังไปเยอะ ๆ เข้า เราคงเจออะไรที่ดีกว่า จนลืมพวกอย่างนั้นไปหมด แต่ไม่ได้มองว่ามันเท่กว่า เก๋กว่านะ แค่ความชอบเราเปลี่ยนไป แต่ช่วงหลังมานี้ ผมกลับดูหนังไม่สนุกเหมือนก่อนแล้ว มีหนังน้อยเรื่องมากเลยที่ชอบ ส่วนหนึ่งอาจเพราะมาทำเองด้วย

มองที่ทางของตัวเองต่อไปในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง
ผมก็อยากทำหนังต่อไปแหละครับ แต่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน เมื่อก่อนดูหนังชาวบ้าน ก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ ตอนนี้ก็พยายามให้เป็นอย่างนั้นอยู่ จบจากหนังเรื่องนี้ ก็คงอยู่ที่ฟีโนต่อไป และคงหาโปรเจคหนังต่อ

มาถึงวันนี้แล้ว คิดว่าความสุขของการทำหนังอยู่ที่ตรงไหนครับ
ความสุขของผม อยู่ที่ตอนฉายหนังครับ ตอนทำมันก็จะสุขปนเศร้า แต่พอฉายเนี่ย จะสุขเวลามีคนมาดูหนังขอวงเรา แล้วบอกว่าชอบหนังคุณวะ ชอบในสิ่งที่ผมทำ

แต่ถ้าคนดูเข้ามาแล้วทักว่า รับหนังของคุณไม่ได้เลยล่ะครับ
( เสียงหัวเราะ ) รับไม่ได้ ผมก็ทำเรื่องต่อไป ไม่มานั่งคิดมาก เพราะว่ามันผ่านไปแล้ว แต่ยังไงก็ตามการได้เห็นปฏิกิริยาของคนดูต่องานที่เราทำ มันเป็นโมเม้นท์ที่ผมรู้สึกดีที่สุดแล้วล่ะ


       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab