รัฐบาลปัจจุบัน เคยเสนอแนวนโยบายในการปฏิรูประบบราชการเมื่อสองปีก่อนว่า จะจับกลุ่มหรือรวมศูนย์งานแต่ละหน่วยต่างกรมต่างกระทรวงที่ซ้ำซ้อนกันเข้ามาไว้ด้วยกัน กรณีของงานภาพยนตร์ หน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์ก่อนที่จะปฏิรูประบบราชการโดยจัดแบ่งกระทรวงใหม่นั้น มีอยู่สามหน่วย คือ หนึ่ง ฝ่ายตรวจพิจารณาภาพยนตร์ และฝ่ายควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ควบคุมการเผยแพร่ภาพยนตร์และเทปวัสดุโทรทัศน์โดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สอง ฝ่ายกิจการภาพยนตร์ ในกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยหน้าที่ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี สาม คือฝ่ายหอภาพยนตร์แห่งชาติ ในกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งดูแลเรื่องการแสวงหา เก็บรักษาเพื่ออนุรักษ์และการให้บริการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ภาพยนตร์ในฐานะเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติ
แต่เมื่อมีการปฏิรูปปรับเปลี่ยนกระทรวงกันใหม่แล้ว ปรากฏว่านอกจากมิได้มีการจับกลุ่มหน่วยงานของรัฐที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์เป็นกลุ่มเดียว ยังคงกระจายอยู่ต่างกระทรวง หรือเปลี่ยนย้ายกระทรวง และยังมีการเพิ่มหน่วยงานที่ดูแลภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่ด้วย กล่าวคือยังคงมีหน่วยงานควบคุมหรือตรวจพิจารณาภาพยนตร์อยู่กับสำนักตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายกิจการภาพยนตร์ ในกรมประชาสัมพันธ์ โอนไปอยู่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยอยู่ในสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกรมที่ตั้งขึ้นมาใหม่ มีบทบาทหน้าที่ประการหนึ่งมาดูแลเรื่องการส่งเสริมกิจการภาพยนตร์ภาคการผลิตและบริการและกิจการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปและวัฒนธรรม หอภาพยนตร์แห่งชาติ ยังอยู่ในกรมศิลปากร แต่โอนไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม และมีกรมใหม่ขึ้นในกระทรวงนี้ คือ สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ส่วนหนึ่งดูแลกิจการภาพยนตร์ในฐานะเป็นศิลปร่วมสมัยอย่างหนึ่งด้วย
จึงเห็นว่ายังไม่มีการรวมกลุ่มงานเข้าด้วยกัน และหน่วยงานเหล่านี้ยังอาจทำงานที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่
พระราชบัญญัติภาพยนตร์ : ตัวแปรที่ยังไม่นิ่ง
พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งเป็นกฎหมายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำกับดูแล และให้อำนาจสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ปฏิบัติ คือการตรวจพิจารณาหรือการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์และกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์นั่นเอง พระราชบัญญัตินี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างภาคเอกชนผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์ทั้งผู้ผลิตและผู้จัดฉายภาพยนตร์ กับภาครัฐ ในประเด็นเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และยังขัดแย้งกับภาคประชาชน ในประเด็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขพระราชบัญญัตินี้มากว่าสามสิบปีแล้ว ทั้งจากฝ่ายกระทรวงมหาดไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจากฝ่ายรัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ รวมทั้งจากฝ่ายภาคเอกชน คือ สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ได้มีการร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ออกมาหลายฉบับ จวบจนปัจจุบันก็ยังมีการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่กันอยู่ ซึ่งฟ้องว่ารัฐไม่มีนโยบายสาธารณะด้านภาพยนตร์ที่ชัดเจนและขาดความเอาจริงและจริงใจ
ประเด็นสำคัญในร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ มี ๓ เรื่อง คือ
๑ เรื่องเซ็นเซอร์ มีแนวโน้มหรือกระแสทัศน์ในสังคมไทยว่า ไม่ควรมีการเซ็นเซอร์ แต่ยอมรับให้มีการใช้ระบบจัดระดับภาพยนตร์ให้เหมาะสมกับอายุผู้ชม เพราะการเซ็นเซอร์นอกจากเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพและสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนแล้ว การห้ามยังเป็นการขัดธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ในขณะที่วิธีการจัดระดับหรือประเภทของภาพยนตร์ให้เหมาะสมกับผู้ชมเป็นเรื่องสอดคล้องกับขบวนการเรียนรู้หรือให้การศึกษาแก่สังคม อย่างไรก็ดีเรื่องเซ็นเซอร์นี้ยังมีปัญหา เพราะภาครัฐสายราชการยังต้องการการควบคุม ในขณะที่ภาครัฐสายการเมืองและภาคเอกชนและประชาชนเริ่มเข้าใจขบวนการให้การศึกษา
๒ เรื่ององค์กรภาพยนตร์ หรือหน่วยงานที่จะมากำกับดูแลกิจการภาพยนตร์ตามพระราชบัญญัตินี้คือใคร มีแนวโน้มจากนโยบายการปฏิรูประบบราชการว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะถูกกันออกไปจากภารกิจเดิม ในขณะที่ฝ่ายภาคเอกชนเรียกร้องให้มีสภาภาพยนตร์แห่งชาติ และคณะกรรมการในกำกับของสภาเป็นผู้กำกับดูแลกิจการภาพยนตร์(แทนตำรวจแต่เดิม) แต่ดูเหมือนภาครัฐสายราชการยังไม่เห็นด้วย จึงอาจถ่ายโอนอำนาจและภารกิจนี้จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปที่กระทรวงวัฒนธรรม
๓ เรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เดิมภาคเอกชนผู้สร้างภาพยนตร์ไทยเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ไทยในฐานะเป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง รัฐจึงจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ แต่ต่อมารัฐได้เปลี่ยนนโยบายไปส่งเสริมอุตสาหกรรมบริการการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยแทน หน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐจึงถูกโอนจากกรมประชาสัมพันธ์ ไปอยู่ที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ขณะเดียวกันกับที่กระทรวงนี้โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้าไปเป็นผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติขึ้นในกรุงเทพเพื่อส่งเสริมอุตสาหรรมภาพยนตร์เพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีข้อเสนอแนะให้รัฐจัดตั้งกองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขึ้นในร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ หรือแยกเป็นอีกร่างหนึ่งก็ได้ ในขณะที่มีเสียงพูดจากสายราชการว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังมีนโยบายไม่ให้ตั้งกองทุนอะไรอีก
ข้อคิดและเสนอแนะ
ว่าเฉพาะเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ปัจจุบันนี้กิจการสร้างภาพยนตร์ไทยได้พัฒนาตนเองเป็นอุตสาหกรรม(ด้วยตนเอง)แล้ว หากรัฐจะส่งเสริมอุตสาหกรรมการสร้างภาพยนตร์ไทย ควรจะเป็นภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก และในช่องของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อย่างมีศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของชาติ วิธีการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่ตรงจุดคือการกำจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดจากภาครัฐเอง เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นการอำนวยความสะดวก และอาจต้องกล้าใช้อำนาจแทรกแทรงอุปสรรคบางอย่างในระหว่างภาคเอกชนเอง
กองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจำเป็นจะต้องมี แต่ควรจะเรียกว่ากองทุนส่งเสริมภาพยนตร์แห่งชาติหรือแห่งประเทศไทย เงินกองทุนอาจจะมาจากเปอร์เซนต์รายได้การจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์แต่ละใบและวัสดุเทปโทรทัศน์แต่ละชิ้นในประเทศนี้ เพื่อให้เงินจากวงการกลับมาพัฒนาวงการ หรือหากรัฐบาลมีนโยบายไม่ให้ตั้งกองทุนจริง ก็ควรเสนอให้ออกสลากพิเศษเพื่อกองทุนภาพยนตร์ทำนองเดียวกับสลากหงส์ จะต้องมีการบริหารกองทุนโดยแบ่งสัดส่วนการสนับสนุนในรูปเงินกู้และหรือเงินอุดหนุนให้เปล่าไปทั่วทุกด้านของวงการภาพยนตร์ในประเทศ(เพราะภาพยนตร์มิได้มีแต่ด้านอุตสาหกรรม) เช่น ด้านอุตสาหกรรม ด้านการศึกษา การค้นคว้าวิจัย การผลิตภาพยนตร์ การอนุรักษ์ การเผยแพร่ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงศิลปวัฒนธรรม แต่ต้องส่องกล้องและกำหนดสัดส่วนให้ดีและฉลาด ซึ่งในที่สุดอาจต้องมีสำนักงานกองทุน(องค์การมหาชน)เป็นผู้บริหารจัดการ
หอภาพยนตร์แห่งชาติ ในบริบทการแก้ปัญหากิจการภาพยนตร์ของชาติ
ปัจจุบันหอภาพยนตร์แห่งชาติ มีสถานภาพเป็น หน่วยงานรัฐ ระดับกลุ่มงานหนึ่งในสังกัดสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
หน้าที่ของหอภาพยนตร์แห่งชาติ คือ การแสวงหา เก็บรวบรวมสะสม บรรดาภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ เพื่ออนุรักษ์ไว้ในฐานะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการสาธารณะ ได้ใช้ประโยชน์ด้านการค้นคว้าศึกษาและด้านกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม
หากเปรียบเทียบหอภาพยนตร์แห่งชาติ กับหน่วยงานอื่นในบริบทของบทบาทหน้าที่ทำนองเดียวกัน เช่น หอสมุด พิพิธภัณฑ หอจดหมายเหตุ หอศิลป์ และ ศูนย์วัฒนธรรม หอภาพยนตร์อาจเป็นหน่วยงานที่ได้รับการเอาใจใส่จากรัฐน้อยที่สุด และเป็นหน่วยงานที่โดดเดี่ยวที่สุด เพราะทั้งประเทศมีอยู่เพียงแห่งเดียว ในขณะที่ประเทศมีหอสมุด พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ หอศิลป์และศูนย์วัฒนธรรม นับร้อยนับพันแห่ง รัฐไม่เคยคิดเรื่องการจัดตั้งหอภาพยนตร์มาก่อน หอภาพยนตร์แห่งชาติเกิดขึ้นได้เมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะการเสนอแนะเรียกร้องและลงมืออาสาสมัครทำงานให้รัฐโดยเอกชน
แม้ว่าจะไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร แต่เวลายี่สิบปีที่ผ่านมา หอภาพยนตร์แห่งชาติสามารถปฎิบัติภารกิจด้านพื้นฐานได้เป็นผลสำเร็จ นั่นคือการแสวงหารวบรวมภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ จนกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีมรดกภาพยนตร์ของชาติเป็นปึกแผ่น
แต่ความสำเร็จนั้นกำลังจะเป็นความล้มเหลวในบั้นปลาย เพราะปัจจุบันหอภาพยนตร์แห่งชาติกำลังเผชิญกับปัญหาความเป็นความตาย นั่นคือไม่สามารถให้การดูแลรักษาฟิล์มภาพยนตร์ที่มีอยู่ให้คงอยู่ต่อไป เพราะการขาดแคลนบุคลากร งบประมาณ ครุภัณฑ์และอาคารสถานที่ทำงาน ขนาดของภารกิจในการดูแลรักษาฟิล์มภาพยนตร์ของหอภาพยนตร์แห่งชาติอาจเปรียบได้กับภารกิจของโรงพยาบาลในขณะที่หอภาพยนตร์แห่งชาติมีสภาพเป็นเพียงสุขศาลาอนาถา
อีกด้านหนึ่งหอภาพยนตร์แห่งชาติมีภารกิจในด้านให้บริการสาธารณะ การให้บริการของหอภาพยนตร์มีสองทาง ทางหนึ่งคือเป็นแหล่งค้นคว้าศึกษาโดยตรง หอภาพยนตร์เป็นคลังภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าไปขอดูหรือศึกษาค้นคว้าภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์จัดไว้ให้บริการ อีกทางหนึ่งเป็นแหล่งให้การเรียนรู้นอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชน โดยการจัดกิจกรรมการเผยแพร่ เช่น การจัดรายการฉายภาพยนตร์เป็นประจำ การจัดนิทรรศการ การจัดประชุมทางวิชาการ การจัดทำสิ่งพิมพ์ทางวิชาการออกเผยแพร่
ในระยะทศวรรษแรกของการจัดตั้ง (๒๕๒๗ - ๒๕๓๗) หอภาพยนตร์แห่งชาติพยายามรักษาสมดุลย์ของภารกิจ ระหว่างภารกิจการแสวงหา การเก็บรักษา และภารกิจการให้บริการ โดยพยายามทำทั้งสองทาง เป็นหอภาพยนตร์อย่างที่เรียกกันว่าแอคทีฟ ดูคึกคักมีชีวิตชีวา
แต่ในระยะทศวรรษหลัง (๒๕๓๗ - ๒๕๔๗)หอภาพยนตร์แห่งชาติเริ่มประสบปัญหา ภารกิจในด้านการแสวงหาและดูแลรักษาภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องซึ่งสั่งสมเป็นปึกแผ่นขึ้นนั้น ต้องการการดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการของหอภาพยนตร์สากล กำลังงบประมาณและกำลังคนที่จำกัดทำให้หอภาพยนตร์แห่งชาติจำเป็นต้องเลือกทุ่มเทให้กับภารกิจด้านการแสวงหาและการดูแลรักษาภาพยนตร์ มากกว่าภารกิจด้านการให้บริการ เมื่อต้องเลือก จึงต้องการพื้นที่สำหรับเก็บภาพยนตร์มากกว่าที่สำหรับฉายให้คนดู จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ๆมีอยู่จำกัดนั้นทำงานด้านการดูแลรักษาฟิล์มภาพยนตร์มากกว่าที่จะไปจัดรายการฉายภาพยนตร์
ในระยะทศวรรษที่ผ่านมานี้ หอภาพยนตร์แห่งชาติจึงกลายเป็นหน่วยงานวัฒนธรรมอย่างที่เรียกกันว่าพาสสิฟ คือเฉื่อยเนือยหรือเงียบเชียบเหมือนไม่มีชีวิตชีวา
หอภาพยนตร์แห่งชาติจำเป็นต้องเลือกทางเฉื่อย เพราะต้นทุนเนื้อแท้ของมรดกภาพยนตร์ของชาติก็คือตัวฟิล์มภาพยนตร์ การดูแลรักษาฟิล์มภาพยนตร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและสนุกอีกทั้งได้หน้าตาเหมือนการจัดฉายหนังให้ผู้คนชื่นชม ตรงข้ามการดูแลรักษาฟิล์มเป็นเรื่องลำบากยากเข็ญ ทุกข์ทรมานและไม่มีใครรู้ เป็นการปิดทองหลังพระ แต่หอภาพยนตร์แห่งชาติหวังว่าการปิดทองที่ทุกข์ทรมานนี้จะก่อปิติเพราะผู้คนในอนาคตจะได้รับประโยชน์จากมรดกภาพยนตร์เหล่านี้
แต่ในสภาพความเป็นจริง หอภาพยนตร์แห่งชาติพบว่าความทุกข์ทรมานนี้อาจไม่ก่อปีติเลย นอกจากความขมขื่น เพราะความอัตคัตขาดแคลนจากที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควรหรือพอเพียงของหน่วยงานรัฐแห่งนี้ อาจทำให้การทำงานที่ทุกข์ทรมานและยากเข็ญกลายเป็นสูญเปล่า สุขศาลาย่อมไม่อาจรักษาคนไข้ที่มีจำนวนมากเกินกำลังและเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูประบบราชการ หอภาพยนตร์แห่งชาติได้เรียนรู้เรื่องการปฏิรูปหน่วยราชการเป็นองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเกิดความหวังว่าหากหอภาพยนตร์ได้รับการปฏิรูปเป็นองค์การมหาชน คงจะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลและได้รับการพัฒนาหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ เข้มแข็ง สามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้สมบูรณ์และเป็นจริง
หอภาพยนตร์แห่งชาติจึงทำเรื่องเสนอขอปฏิรูปหน่วยงานตนเองเป็นองค์การมหาชน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติและผิดประเพณีในระบบราชการ เพราะเป็นการเสนอแนะเชิงนโยบายจากล่างขึ้นบน จึงไม่แปลกที่ได้รับการปฏิเสธจากหน่วยงานต้นสังกัด คือกรมศิลปากร และกระทรวงศึกษาธิการ(ก่อนจะแยกเป็นกระทรวงวัฒนธรรม)
จึงเป็นเรื่องขมขื่นสำหรับหอภาพยนตร์แห่งชาติ ที่ได้พบได้เห็นว่า นโยบายการปฏิรูประบบราชการของรัฐ ไม่ได้รับการเอาใจใส่และปฏิบัติอย่างเอาจริงและอย่างจริงใจ หน่วยงานของรัฐบางแห่งได้รับบัญชาโดยมติคณะรัฐมนตรีด้วยซ้ำให้ปรับเป็นองค์การมหาชนแต่ล้มเหลวเพราะผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานนั้นกลับพยายามต่อต้านและถ่วงเวลา เพราะความหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงและการสูญเสียส่วนตน ในระยะสองปีมานี้จึงเกือบไม่มีหน่วยงานราชการปรับเปลี่ยนเป็นองค์การมหาชนตามนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐเลย ตรงข้ามปรากฏว่ามีแต่องค์การมหาชนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งไม่ใช่การปฏิรูปหน่วยงานราชการแต่อย่างใด และมักตั้งขึ้นอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีปัญหาจากข้าราชการที่กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่บางองค์การตั้งขึ้นมาลอย ๆ บนกระดาษด้วยซ้ำ
จะอย่างไรก็ตาม หอภาพยนตร์ยังคงเรียกร้องต่อสู้ต่อไป เมื่อยี่สิบปีก่อนเคยเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งหน่วยงานนี้ แต่บัดนี้เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลกรุณาปฏิรูปหน่วยงานนี้ให้เป็นองค์การมหาชน เป็นการเรียกร้องที่ขมขื่นยิ่งกว่าการปิดทองหลังพระ เพราะเรียกร้องอยู่บนการแข่งกับเวลาแห่งความเป็นความตายของฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งเป็นมรดกของชาติ
หอภาพยนตร์แห่งชาติ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่กลัวยากไม่กลัวลำบาก และไม่กลัวตาย
กลัวแต่ว่ามรดกภาพยนตร์ของชาติจะตายเสียก่อน
ศักยภาพที่บริบูรณ์ของหอภาพยนตร์แห่งชาติ
ถ้าหากว่าหอภาพยนตร์แห่งชาติได้รับการปฏิรูปและพัฒนาได้สำเร็จจริง หอภาพยนตร์แห่งชาติที่พัฒนาแล้วจะทำอะไรได้บ้าง
ในด้านอนุรักษ์ เป็นแหล่งเก็บสะสมและดูแลรักษาภาพยนตร์ทั้งหลายของชาติ รวมถึงอาจคัดสรรภาพยนตร์สำคัญของโลกเพื่อเป็นสมบัติของชาติ เป็นหลักประกันว่าภาพยนตร์ทั้งหลายนั้นจะเป็นมรดกตกทอดไปสู่ลูกหลานของชาติในอนาคต
ด้านการศึกษา เป็นแหล่งให้บริการค้นคว้าศึกษาและการวิจัยเชิงสหวิทยาการโดยใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อ เป็นแหล่งให้การศึกษาเรียนรู้นอกระบบ การเรียนรู้ตามอัธยาศัยและการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชน
ในด้านเศรษฐกิจ เป็นคลังทรัพย์สินทางปัญญาด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของชาติ เป็นต้นทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและงอกเงยต่อยอดตลอดเวลา
ในด้านการเผยแพร่ เป็นศูนย์กลางในการศึกษาค้นคว้าวิจัยภาพยนตร์ของชาติ ทั้งในสาขาประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สามารถเผยแพร่เกียรติภูมิด้านภาพยนตร์ของชาติ และเกียรติภูมิด้านอื่น ๆ ของชาติผ่านทางภาพยนตร์อย่างกว้างขวาง โลกหอภาพยนตร์ระหว่างชาติ เป็นโลกที่ไร้พรมแดนและปราศจากกำแพงเศรษฐกิจ โดยสนธิสัญญาระหว่างสมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ กับ สมาพันธ์สมาคมผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ระหว่างชาติ และองค์การยูเนสโก สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ภาพยนตร์ระหว่าหอภาพยนตร์ชาติต่าง ๆ อย่างเสรี
ถ้าหากคิดว่าภาพยนตร์เป็นศาสนา หอภาพยนตร์คือวัดของศาสนานี้ ห้องเย็นเก็บฟิล์มคือหอไตร พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์คือวิหาร ห้องให้บริการค้นคว้าคือศาลาการเปรียญ โรงหนังคือโบสถ์ ดังนั้นหากจะทำนุบำรุงและสืบต่อศาสนานี้ จักต้องทำนุบำรุงวัดของศาสนานี้ให้ได้ก่อน จึงจะได้บุญ
มีคำกล่าวที่ท้าทายว่า ประเทศใดหากยังไม่มีหอภาพยนตร์สักแห่งหนึ่งที่พัฒนาแล้ว ย่อมไม่อาจนับถือได้ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทางวัฒนธรรม