ภาพยนตร์เอเชียอุษาคเนย์ ครั้งที่ 3
03/01/07 (By: สัณห์ชัย โชติรสเศรณี)

ช่วงวันที่ 14-17 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมฟังการประชุมเชิงวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เอเชียอุษาคเนย์ครั้งที่ 3 (3rd annual conference of new Southeast Asian Cinemas) โดยปีนี้ใช้ชื่องานว่า Theory and Practice: Southeast Asian Cinemas and Filmmaking จัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยการประชุมในครั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้ไปในฐานะของผู้นำเสนองานวิจัย แต่ในฐานะของผู้สังเกตการณ์
 
สิ่งที่ผู้เขียนได้รับจากการเข้าร่วมการฟังการนำเสนองานวิจัยตลอด 4 วัน นั้น มีประโยชน์และคุณค่ายิ่ง (โดยเฉพาะกับตัวผู้เขียนเอง) ผู้เขียนจึงอดไม่ได้ที่ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ในการบอกเล่าเรื่องราวการประชุมตลอด 4 วันที่ผ่านมา ถึงแม้ผู้เขียนคงไม่สามารถลงไปนำเสนอข้อมูลของแต่ละงานวิจัยที่ถูกนำเสนอได้อย่างลึกซึ้ง แต่คิดว่าการบอกเล่าเรื่องราวโดยรวมเกี่ยวกับการประชุม คงจะพอสร้างภาพงานประชุมให้ผู้อ่านจินตนาการตามได้ รวมทั้งอาจกระตุ้นให้ผู้อ่านได้คิดถึงภาพยนตร์ในแง่มุมทางวิชาการได้บ้าง (ซึ่งสำหรับประเทศไทย ไม่ค่อยได้ภาพยนตร์ไม่ค่อยได้รับการคิดถึงในแง่มุมอื่นๆ นอกจากความบันเทิง)

 
ก่อนอื่นผู้เขียนขอเล่าความเป็นมาของงานนี้เสียก่อน การประชุมเชิงวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์อุษาคเนย์นี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยสองครั้งแรกจัดขึ้นที่สิงคโปร์ และ กรุงเทพฯ ตามลำดับ งานนี้จัดขึ้นโดยกลุ่มของนักวิชาการด้านภาพยนตร์ที่มีความสนใจในภาพยนตร์แถบนี้ (บางคนก็เป็นคนท้องถิ่น ในขณะที่บางคนก็ไม่ใช่)  โดยแน่นอนว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจภาพยนตร์ท้องถิ่นในแง่ของงานวิชาการ และเผยแพร่งานด้านดังกล่าวให้เป็นที่แพร่หลาย ต่อไป
 
ในงานปีนี้ มีผู้นำเสนองานวิจัยถึง 31 ชิ้น (ซึ่งได้รับการคัดกรองมาแล้วระดับหนึ่งจากคณะผู้จัดงานฯ ผ่านบทคัดย่อ) โดยงานทั้ง 31 ชิ้น ถูกจัดให้อยู่เป็นแต่ละหมู่คณะ (Panel) ตามหัวข้อเนื้อหาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเป็น 12 คณะ และมีอีก 3 คณะที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานเสนองานวิชาการ แต่เป็นการพูดคุยกับผู้กำกับ, นักวิจารณ์ และผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์ (ซึ่งจะกล่าวตอนท้าย)
 
เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจและให้เห็นภาพรวมของแง่มุมการศึกษาภาพยนตร์ในแต่ละประเทศ ผู้เขียนขอเล่าถึงงานวิจัยที่มานำเสนอ โดยแบ่งตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับแต่ละประเทศ ไม่ได้แบ่งตามคณะอย่างที่ที่งานทำ
 
ภาพยนตร์อินโดนีเซีย 
ในปีนี้ มีงานที่เกี่ยวกับภาพยนตร์อินโดนีเซียมากที่สุดถึง  8 งาน โดยเป็น 8 เรื่อง ที่ช่วยให้ผู้เขียน ซึ่งเป็นคนไม่มีความรู้อะไรมากไปกว่าเมืองหลวงของอินโดนีเซียคือจาการ์ตา ได้เห็นภาพรวมของภาพยนตร์ชาตินี้ทั้งในแง่ของเนื้อหา การควบคุม และการจัดฉาย ได้ค่อนข้างชัดเจน งาน 8 ชิ้นนี้ เป็นงานที่มุ่งศึกษาแต่ภาพยนตร์อินโดนีเซีย 6 ชิ้น ส่วนอีก 2 ชิ้นจะเป็นงานศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอุษาคเนย์ ซึ่งผู้เขียนจะเขียนถึงงานศึกษาภาพยนตร์แบบ “ข้ามประเทศ” หลังจากที่พูดถึงแต่ละประเทศเสร็จแล้ว
 
จากงานทั้ง 6 ชิ้น ดูเหมือน แทบทุกชิ้นจะอ้างงานชิ้นเอกของปรมาจารย์ Benedict Anderson เรื่อง Imagined Communities หรือ ชุมชนในจินตนาการ ที่กล่าวถึงการสร้าง “ชาติ” ซึ่งถือเป็นชุมชนในจินตนาการ ผ่านประวัติศาสตร์ กฎหมาย ความเชื่อ แผนที่ประเทศ สื่อ ฯลฯ นอกจากงานเรื่องชุมชนในจินตนาการแล้ว งานแทบทุกชิ้นยังมีการกล่าวถึงชื่ออดีตประธานธิบดีซูฮาร์โต ผู้นำเผด็จการทหารที่เถลิงอำนาจในอินโดนีเซียเป็นเวลานานกว่า 3 ทศวรรษ ซึ่งยุคดังกล่าวถูกที่เรียกว่า New Order Regime ซึ่งเป็นช่วงที่มีการควบคุมเสรีภาพและควบคุมการนำเสนอข่าวสารของสื่ออย่างชัดเจน (จะโดยทางตรง อย่างระบบเซ็นเซอร์ของรัฐ หรือ ทางอ้อม อย่างการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ)
 
เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ และแบ่งเป็นหมู่เกาะมากมาย มีประชากรกว่าร้อยล้านคน การสร้างความรู้สึกว่าเป็น “ชาติ” ในยุคซูฮาร์โต จึงเป็นไปตามแนวคิดของ Anderson อย่างชัดเจน รวมทั้งมีการใช้ภาพยนตร์เพื่อกระตุ้นความรู้สึก “ชาตินิยม” (Nationalism) และหลังจากซูฮาร์โตถูกโค่นล้มอำนาจ ประเทศอินโดนีเซียก็เข้าสู่ประเทศที่มีเสรีภาพมากขึ้น ภาพยนตร์จึงถูกผลิตออกมามากขึ้น
 
งานทั้ง 6 ชิ้น จะพูดถึงภาพยนตร์อินโดนีเซียในหลากหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องกัน(โดยบังเอิญ) ดังนี้ การเปรียบเทียบการนำเสนอภาพลักษณ์ประเทศอินโดนีเซีย ในแต่ละยุคสมัย ไล่ตั้งแต่ยุคการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ยุคหลังอาณานิคม ยุคซูฮาร์โต และหลังซูฮาร์โต ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นระบบการควบคุมของรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม ในงาน State desire and the silver screen: Indonesian cinema and regulatory control from the colonial period to the present ของ Anita Schilhorn van Veen
 
เรื่องกลไกการควบคุม ถือเป็นคำถามที่ Tito Imanda ทำการสำรวจว่า แม้ว่าจะปลอดการควบคุมจากการเมืองแล้ว แล้วทำไมภาพยนตร์อินโดนีเซียในยุคปัจจุบันจึงไม่ค่อยมีการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับหรือวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมือง ใน Film, market & democracy in Indonesia
 
การปลอดจากการควบคุมเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นให้เกิดผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นมากกว่า 50 กลุ่ม ในเมือง Yogyakarta (ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสอง รองจากจาร์กาตา) โดยกลุ่มเหล่านี้ถือเป็นผลิตผลจากวัฒนธรรมป๊อบ และวัฒนธรรมของวัยรุ่นในอินโดนีเซีย ซึ่งคำถามและการวิเคราะห์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในงาน Elusive Community: Independent Filmmaking in Yogyakarta Indonesia ของ Budi Irawanto  
 
วัฒนธรรมป๊อบและวัฒนธรรมของวัยรุ่น ยังถูกวิเคราะห์อีกผ่านตัวละครเอก ในภาพยนตร์อินโดนีเซียชื่อดัง Kuldesak (1998)  ในงาน Popular Culture as a Mediator of Identity, Film as a Force for Social Change: Kuldesak and the late-1990s Urban Youth in Indonesia ของ Dahlia Gratia Setiyawan  แต่งานนี้จะเน้นไปที่วัยรุ่นในเมืองจาการ์ตา ที่นอกจากตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมป๊อบแล้ว ยังตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมตะวันตกที่ไหล่บ่าเข้าประเทศมากขึ้น
 
การนำเสนอภาพชาตินิยมยุคใหม่ถูกพูดถึงในงาน Contesting Indonesian nationalism & masculinity on cinema ของ Intan Paramaditha โดยงานชิ้นนี้เปรียบเทียบการนำเสนอเรื่องชาตินิยมผ่านตัวละครเพศชายของภาพยนตร์อินโดนีเซียยุค New Order กับยุคปัจจุบัน
 
และสุดท้ายการวิเคราะห์การนำเสนอภาพตัวละครเลสเบี้ยนในภาพยนตร์ประเภท soft core ที่ตัวละครเลสเบี้ยนถูกนำเสนอเป็นผู้ร้าย โรคจิต และฆาตรกร ในงาน Dangerous Lesbians and the early 90’s soft core genre in Indonesian cinema ของ Ben Murtagh
 
ภาพยนตร์มาเลเซีย
ในงานประชุมคราวนี้ มีงานที่พูดถึงประเทศเจ้าภาพอยู่ 7 ชิ้น ซึ่งเป็นงานที่เจาะจงที่ภาพยนตร์มาเลเซียชาติเดียว 6 ชิ้น โดยงานทั้งหมดสามารถจับรวมกลุ่มหยาบๆ ได้ 2 กลุ่ม
 
โดยกลุ่มแรกจะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเชื้อชาติและอัตลักษณ์ในมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียประกอบไปด้วยกลุ่มคน 3 เชื้อชาติเป็นหลัก นั้นคือ มาเลย์ จีน และ อินเดีย แต่ละเชื้อชาติก็มีภาษาเป็นของตัวเอง แต่พวกเขาจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง และภาษาทางการ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจากวัฒนธรรมที่หลากหลายจากคน 3 เชื้อชาติแล้ว ประเทศมาเลเซียยังเคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของสหราชอาณาจักรอีกด้วย สังคมมาเลเซียจึงกลายเป็นสังคมที่รวยไปด้วยวัฒนธรรม แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะมีผลดีแต่อย่างไร ปัญหาแรกคือ ก่อให้เกิดวิกฤติอัตลักษณ์ (Identity crisis) ของคนรุ่นใหม่แล้ว ซึ่งหัวข้อนี้ได้ถูกพูดถึงผ่านงาน Narrative & Style in the films of 4th Generation Malaysian Indians ของ Hassen Abd Muthalib งานชิ้นนี้วิเคราะห์ผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับเชื้อชาติอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียรุ่นที่ 4 (นั้นหมายความว่าทวดของพวกเขาคือ ชาวทมิฬ ที่ถูกนำตัวมาจากอินเดีย ในปลายศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่มาเลเซียยังเป็นประเทศอาณานิคมของสหราชอาณาจักอยู่) งานชิ้นนี้จะกล่าวถึงอัตลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ และการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของคนกลุ่มนี้ออกมา ท่ามกลางความคลุมเคลือของวัฒนธรรมที่หลากหลาย   
 
นอกจากนี้ สังคมมาเลเซียก็ยังคงมีปัญหาที่เกิดจากการไม่ลงรอยกันของแต่ละเชื้อชาติและศาสนาด้วย ประเด็นนี้ถูกนำเสนอผ่านงานของ Sze Wei Ang เรื่อง Getting Through the Censors: speaking the Unnamable in Malaysian Popular Cinema  ซึ่งใช้ภาพยนตร์เรื่อง Sepet (2005) และ The Big Durian เพื่อสำรวจถึงการนำเสนออัตลักษณ์ด้านเชื้อชาติและศาสนา ผ่านพฤติกรรมตัวละครในภาพยนตร์ดังกล่าว
 
ภาพยนตร์ Sepet  ยังถูกวิเคราะห์อีกครั้ง ในงานของ Benjamin McKay เรื่อง Auteur-ing Malaysia—Yasmin Ahmad and Dreamed Communities ที่วิเคราะห์ความเป็นประพันธกร (auteur) ของผู้กำกับหญิง Yasmin Ahmad ร่วมกับผลงานอีกเรื่องของเธอคือ Gubra (2006) ซึ่งงานชิ้นนี้นอกจากจะวิเคราะห์ประเด็นเชื้อชาติในภาพยนตร์ของ Yasmin ที่มักพูดถึงความรักต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา แล้ว ยังไปสำรวจความคิดเห็นของคนดูภาพยนตร์ชาวมาเลเซียอีกด้วยว่าเขามีความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวอย่างไร
 
งานอีกกลุ่มหนึ่งจะพูดถึงเรื่องเมือง ซึ่งในที่นี้คือเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ โดยปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากัวลาลัมเปอร์ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นอย่างรวดเร็ว (ไม่ต่างอะไรจากกรุงเทพฯ เผลอๆ อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะระบบการคมนาคมขนส่ง เครือข่ายรถไฟฟ้าที่กระจายอยู่ทั่วเมือง) ความทันสมัยที่จู่โจมเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการเกิดประเด็น “โพสโมเดิร์น (post-modern)” ในภาพยนตร์ นั่นคือเรื่อง “ความแปลกแยกในเมืองใหญ่” (ซึ่งมักถูกนำเสนอในลักษณะภาพคนเหงาในเมืองใหญ่)  Gaik Cheng Khoo ใช้งาน Eating, Smoking and Sex: A Study of Alienation in the Films of James Lee วิเคราะห์ผลงานภาพยนตร์สั้นของผู้กำกับอิสระ James Lee ซึ่งได้รับอิทธิพลจากผู้กำกับชื่อดังระดับโลกไล่มาตั้งแต่ John Cassavettes และ Jean Luc Godard จนถึง Wong Kar Wai, Beat Takeshi  และโดยเฉพาะ Tsai Ming Liang โดยวิเคราะห์การนำเสนอประเด็นความแปลกแยก ที่น่าสนใจก็คือ งานชิ้นนี้วิเคราะห์ภาพกิจกรรมการกิน การสูบบุหรี่ และเซ็กซ์ ซึ่งควรเป็นกิจกรรมเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีตามวัฒนธรรมเดิม แต่ทว่าในงานของ James ภาพเหล่านี้ถูกนำเสนอให้เห็นความแปลกแยกของอัตตบุคคลในเมืองใหญ่  นอกจากนี้ภาพยนตร์ใหญ่ชื่อดังของ James เรื่อง The Beautiful Washing Machine (2004) ก็ถูกวิเคราะห์ในประเด็นความโดดเดี่ยวในเมืองเช่นกัน ในงาน The Danger of Living in Someone Else’s Dream: The Beautiful Washing Machine and the Ambiguity of the Human in Urban Kuala Lumpur ของ Richard Baxstorm แต่งานชิ้นนี้จะไปไกลถึงการตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่
 
และปิดท้ายด้วยงานที่วิเคราะห์ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของมาเลย์เซียเรื่อง Goals & Lipsticks (2005) และ Salon (2005) ที่ใช้สังคมเมืองกัวลาลัมเปอร์อันหลากหลายวัฒนธรรม ที่ความทันสมัยก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นฉากหลัง ในงาน Romance in Urban Landscape: Gol & Gincu and Salon as New Malaysian Romantic Comedy ของ Norman Yusoff      
 
ประเทศเวียดนาม
งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับภาพยนตร์เวียดนามมีทั้งสิ้น 5 ชิ้น โดยงานทั้งหมดนี้ศึกษาเกี่ยวข้องกับเรื่อง เพศเป็นประเด็นหลัก โดยสามในห้าชิ้น พูดถึงตัวละครรักร่วมเพศ จากที่งานแต่ละชิ้นนำเสนอมา ผู้เขียนพอจะสรุปได้ว่า สถานภาพของตัวละครรักร่วมเพศในภาพยนตร์เวียดนามนั้น สอดคล้องไปกับทัศนคติของสังคมที่มีต่อบุคคลรักร่วมเพศ โดยในสมัยยุคก่อนหน้านี้ ตัวละครรักร่วมเพศจะถูกนำเสนอเป็นบุคคลโรคจิต หรือไม่ก็เป็นฆาตรกร ก่อนที่ตัวละครรักร่วมเพศจะถูกนำเสนอในแง่ดีครั้งแรกในจอภาพยนตร์จากภาพยนตร์ยอดนิยม เรื่อง Long Legged Girls  (2004) ซึ่งนำเสนอออกมาในลักษณะตัวละครที่แอบรักพระเอกของเรื่อง ก่อนที่สุดท้ายจะเป็นคนหลีกทางให้ความรักของพระเอกและนางเอกของเรื่องสมหวัง ตัวละครตัวนี้ ไม่ได้กรีดกรายหรือวี้ดว้าย แต่เหมือนผู้ชายปกติ (บุคลิกเหมือนพระเอกเลย)  งานวิจัยของ Daniel C.Tsang เรื่องToward Homo-social(ist) Visual Depictions in Vietnam ใช้ทฤษฎี Queer ศึกษาภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งนำเสนอสังคมเวียดนามที่เป็นสังคมแบบ Homo-socialism (สังคมที่มีแต่คนเพศเดียวกัน หรือการรวมกลุ่มคบเพื่อนที่เป็นเพศเดียวกันเท่านั้น) เหมือนความสัมพันธ์ของตัวละครเอกผู้ชายสองตัวใน Long Legged Girls ที่มีความสนิทสนมกันมาก ซึ่งหากเป็นสมัยก่อน หรือในสังคม Homo-social ความสัมพันธ์ของผู้ชายสองคนนี้ก็จะไม่มีอะไรต้องสงสัย แต่เพราะสมัยปัจจุบัน ที่ทุกคนถูกครอบงำความคิดจากแนวคิดตะวันตก ความสัมพันธ์ของผู้ชายสองคน เลยถูกมองว่ากลายมาเป็นความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ
ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ทำให้การนำเสนอลักษณะของตัวละครชายและหญิงเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมผู้ชายมีความเก่งกาจเป็นฮีโร่ กลายเป็นผู้ชายที่ดูอ่อนโยน จนกลายเป็นตัวละครรักร่วมเพศ บางตัวก็ที่มีลักษณะตุ้งติ้ง ตัวละครผู้หญิงที่จากเดิมเป็นแม่บ้าน แม่เรือน อ่อนหวาน ก็เริ่มออกมาทำงานนอกบ้าน และดูเข้มแข็งมากขึ้น  Tess Do-Bickelmann วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในภาพยนตร์ Long Legged Girls ผ่านงาน Masculinity in crisis: the straight, the gay and the castrated male in Vietnamese commercial cinema  
 
นอกจาก Long Legged Girls แล้ว ยังมีละครละครโทรทัศน์เรื่อง World Without Women ซึ่งเป็นละครโทรทัศน์เรื่องแรกที่นำเสนอตัวละครรักร่วมเพศ ในงาน World Without Women: Media Industry Development in Vietnam ของ Mariam B. Lam  วิเคราะห์การนำเสนอตัวละครรักร่วมเพศในละครโทรทัศน์ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในสังคมเวียดนาม โดยเฉพาะในแง่ของการเจริญเติบโตของธุรกิจวงการบันเทิง และในแง่ของวัฒนธรรมของชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลตะวันตก
  
งานอีกสองชิ้นพูดถึงตัวละครเพศหญิงเป็นหลัก Spectral Imaginings, National (Be)longings, and the Gendered Return of the Repressed in When the Tenth Month Comes and Spirits ของ Lan Doung ศึกษาภาพยนตร์เวียดนาม 2 เรื่อง When the Tenth Month Comes และ Spirits  ที่ต่างนำเสนอเรื่องตัวละครหญิงที่ถูกอดีตตามหลอกหลอน ซึ่งอดีตในที่นี้มาในรูปของตัวละครชาย โดย Lan ได้เปรียบเทียบตัวละครหญิงดังกล่าวกับประเทศเวียดนามยุคหลังสงคราม ที่ยังคงถูกอดีตอันเลวร้ายจากสงครามตามหลอกหลอนอยู่เช่นกัน
 
Melodrama and Modernity in the Films of Viet Lihn โดย Carrie Tarr ศึกษางานของผู้กำกับหญิงเวียดนาม Viet Lihn  ซึ่งมีลักษณะเป็นภาพยนตร์เมโลดราม่า งานชิ้นนี้ศึกษางานของ Viet Lihn  สามเรื่อง Travelling Circus (1988) Collective Flat (1998) และ Me Thao- There was Once a Time When (2002) ซึ่งแต่ละเรื่องจะสะท้อนให้เห็นสังคมเวียดนามในยุคสมัยต่างๆ โดย Carrie เปรียบเทียบความแตกต่างของสังคมเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครเพศหญิงที่เปลี่ยนแปลงไปตามสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตาม “ทันสมัยนิยม”  
 
ประเทศฟิลิปปินส์
 มีการนำเสนองานที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ฟิลิปปินส์อย่างเดียว 4 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นต่างศึกษาในแต่ละแง่มุมของภาพยนตร์อย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ก็มีสิ่งที่ยึดเกี่ยวงานทั้งสี่ไว้อย่างหลวมๆ นั่นคือ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจของประเทศฟิลิปปินส์  ประเทศฟิลิปปินส์ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจมาอย่างช้านานปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ อาจจะเกิดจากการพยายามทำประเทศให้เป็นทุนนิยม ซึ่งปัญหาด้านเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากทุนนิยมนี้ ถูกศึกษาโดย Elmo Gonzaga ผ่านภาพยนตร์สองเรื่อง Milan และ One Moment More ในงาน The Economy of Affect in Olivia Lamasan’s Milan and Jeffrey Jetturian’s One Moment More
 
ภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ก็ใช้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจผลักดันการกระทำของตัวละคร อย่างเช่น ตัวเอกในชุดภาพยนตร์เกย์ฟิลิปปินส์ที่นำเสนอชีวิตของเด็กหนุ่มเต้นอะโกโก้ ที่โด่งดังอย่าง Macho Dancer (1988) Sibak: Midnight Dancers (1994) และ Burlesk King (1999) มาทำอาชีพอะโกโก้บอยก็เพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจ  Jonathan M. Hall นำเสนองาน Hard Water, Soft Porn: Competitive Exhibitionisms and Post Colonial Commentary in Filipino ‘Macho-Dancer’ Films โดยใช้ชุดภาพยนตร์ดังกล่าว มาเป็นตัวบทวิเคราะห์ฉากเต้นอะโกโก้ โดยใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องของอำนาจการจ้องมอง มาประยุกต์ใช้กับทฤษฎีหลังอาณานิคม เพื่อแสดงให้เห็นอำนาจที่สับเปลี่ยนกันระหว่างคนเต้นกับผู้ชม (ซึ่งหลายๆ ครั้ง เป็นคนต่างชาติ) โดยผ่านการใช้มุมกล้อง
 
“ดารา” ถือว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์เคยมีประธานาธิบดี ที่เคยเป็นพระเอกหนัง (ซึ่งมักจะรับบทเป็นพระเอก วีรบุรุษ) ภาพฝันบนจอกับภาพแห่งความจริงดูเหมือนจะซ้อนทับกันในสังคมฟิลิปปินส์ งานของ Katrina Santiago ชื่อ Twice constructed: the creation of an icon of gender and sexuality in contemporary Philippine cinema ศึกษาบทบาททางการแสดงและข่าวคราวชีวิตจริงของนักแสดงหญิงฟิลิปปินส์ชื่อดัง Judy Ann Santos ที่มักจะสอดคล้องกัน ซึ่งสะท้อนเพศสภาพและเพศวิถีของผู้หญิงที่สังคมฟิลิปปินส์ต้องการ นอกจากนี้ความนิยมใน Judy อาจเกิดจากการที่ชีวิตจริงเธอเคยยากจนมาก่อน ก่อนที่จะประสบความสำเร็จเป็นดารา มีชื่อเสียง เงินทอง และสามีมหาเศรษฐี สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอกลายเป็นเหมือนความฝันหวานของคนจนในประเทศ
  
และสุดท้ายงานวิจัยเรื่อง Reading Quiapo: a presentation on media piracy and intellectual property in SEA โดย Tilman Baumgartel ที่ศึกษาวงการอุตสาหกรรม “แผ่นผี” หรือการละเมิดลิขสิทธิ์ ถึงแม้หัวข้อวิจัยจะพูดถึงเอเชียอุษาคเนย์ทั้งหมด และในงานวิจัยจริง ๆ Tilman เน้นไปที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นหลัก งานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแผ่นผีของฟิลิปปินส์ นั้นยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลขนาดไหนทั้งในแง่เชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
 
ประเทศไทย
งานวิจัยที่เสนอหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยอย่างเดียว มี 2 เรื่อง ดังนี้ The Eye and Abnormal Beauty: Female Affective Spaces and Women’s Agency in the horror films of Danny and Oxide Pang โดย Arnika Furhrmann ซึ่งศึกษาภาพยนตร์ของพี่น้องตระกูลแปง เรื่อง คนเห็นผี (2545) และ ผีอยากให้คนเห็น (2547) (ผู้เขียน ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร ที่ Arnika สรุปว่าภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องเป็นภาพยนตร์ไทย โดยเฉพาะเรื่องหลัง ซึ่งผู้เขียนคาดว่าจะเป็นภาพยนตร์ฮ่องกง ที่กำกับโดยพี่น้องตระกูลแปงมากกว่า แล้วจึงนำมาเข้าฉายในประเทศไทย) Arnika มุ่งศึกษาการที่ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องของพี่น้องแปงนำเสนอตัวละครผู้หญิงที่ถูกหลอกหลอนโดยสิ่งลี้หลับ และมักจะเกี่ยวเนื่องกับตัวละครหญิงอีกคนหนึ่ง ก่อนที่เรื่องจะแสดงให้เห็นว่าตัวละครหญิงทั้งคู่ล้วนตกเป็นเหยื่อความรุนแรงด้านเพศ
 
งานอีกชิ้นหนึ่งคือ  The Thai Short Film and Video Festival: Alternative Public Sphere or Subculture? โดย May Adadol Ingawanij (อดาดล อิงควานิช) งานชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเทศกาลภาพยนตร์สั้นและวิดีโอ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมูลนิธิหนังไทยฯ ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าตัวงานของเทศกาลฯ มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะสำหรับการนำเสนอภาพยนตร์ที่มีความแตกต่างไปจากภาพยนตร์กระแสหลัก หรือ เป็นเพียงเสมือนพื้นที่ทางผ่านสำหรับผู้กำกับภาพยนตร์สั้น ก่อนจะก้าวเข้าไปสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลัก ซึ่งการจะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันไม่ได้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจ หรือ กิจกรรมของงานเทศกาลเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้จัดงาน ผู้กำกับ จนถึงผู้ชมภาพยนตร์ ว่าจะเข้ามาใช้งานเทศกาลนี้เพื่อวัตถุประสงค์ใด  
 
ประเทศสิงคโปร์
ปีนี้ ไม่ได้มีงานที่มุ่งศึกษาภาพยนตร์สิงคโปร์ แต่กลับเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมภาพยนตร์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ งานวิจัยเรื่อง  The Singapore Film Society and its role in the emergence of an alternative cinema culture โดย Jan และ Yvonne Uhde ศึกษาบทบาทขององค์กร The Singapore Film Society ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อต้องการสนับสนุนภาพยนตร์กระแสทางเลือก ด้วยการจัดงานภาพยนตร์ทดลอง ภาพยนตร์อาวอง-การ์ด แต่ในปัจจุบันบทบาทดังกล่าวขององค์กรกำลังถูกท้าทายจากการเกิดขึ้นของโรงภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์ หรือมีสถานที่อื่นๆ ที่ฉายภาพยนตร์ดังกล่าว งานวิจัยชิ้นนี้พูดถึงตั้งแต่ประวัติ ความสำคัญขององค์กร ก่อนจะศึกษาหนทางที่จะอยู่รอดขององค์กรในภาวะที่วัฒนธรรมการบริโภคภาพยนตร์ของสิงคโปร์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรได้ถูกก่อตั้งปี 1958)
 
ส่วนงานวิจัยอีกงานหนึ่งพูดถึงเป็นของ Sophia Siddique Harvey เรื่องReframing the Cinematic Image: New Media and Contemporary Singapore Cinema พูดถึงการเจริญเติบโตของเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น กล้องในโทรศัพท์มือถือ I-Pod  หรืออินเตอร์เน็ต ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ นับวันยิ่งเข้ามามีบทบาทกับวงการภาพยนตร์ทางเลือกใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการถ่ายทำ หรือการชม หรือ การเป็นสถานที่จัดจำหน่ายภาพยนตร์ งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งใจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีเหล่านี้กับวงการภาพยนตร์นอกกระแส รวมทั้งยังมองถึงผลกระทบของการเกิดภาพยนตร์นอกกระแสเหล่านี้ ต่อสังคมสิงคโปร์โดยรวม
 
ประเทศกัมพูชา
งานวิจัยเรื่อง Negotiating the Spectre and Spectatorship of trauma in S-21 โดย Rowena S Aquino เป็นงานชิ้นเดียวในงานนี้ที่ศึกษาภาพยนตร์เกี่ยวกับประเทศกัมพูชา ผู้เขียนใช้คำว่า “เกี่ยวกับ” เพราะภาพยนตร์ที่ Rowena เลือกศึกษา คือ S-21: The Khmer Rouge Killing Machine ผลงานของผู้กำกับเชื้อชาติกัมพูชา Rithy Pahn ที่ได้ลี้ภัยสงครามไปอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส  ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้รับทุนการสร้างจากประเทศกัมพูชาเลย  แต่อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอนุสรณ์สถาน S-21 ซึ่งก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสงครามสงครามกลางเมืองในกัมพูชา Rowena ศึกษาภาพยนตร์เรื่องนี้ในแง่การนำเสนอเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการนำเสนอเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจดังกล่าว ต่อผู้ชมชาวกัมพูชา ว่าการได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการปลุกเร้าความทรงจำอันเลวร้าย หรือ ช่วยบรรเทาความทรงจำอันแสนเจ็บปวดจากเหตุการณ์ดังกล่าวในใจผู้ชม
 
ประเทศพม่า
Jane M Ferguson นำเสนองานวิจัยเรื่อง Watching the Military’s War Movies: (de)Constructing the Enemy of the State in Contemporary Burmese Soldier Dramas งานชิ้นนี้ Jane เลือกศึกษาภาพยนตร์พม่าสองเรื่องที่ต่างนำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างสงคราม ได้แก่ Marriage and Military Combat  และ Love on the Battlefield โดยประเด็นที่ Jane ให้ความสนใจคือ การตีความภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอภาพศัตรู (กองทหารฝั่งตรงข้ามกองทัพพม่า) ของผู้ชมภาพยนตร์ชาวพม่า และ ชนกลุ่มน้อยชาวฉาน ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย
 
ประเทศติมอร์
Mediating the Geracao Faun: Activism and Youth in East Timor ของ Angie Bexley มุ่งศึกษาผลงานของคนรุ่นใหม่ชาวติมอร์ที่ใช้สื่อภาพและเสียง รวมทั้งสื่ออินเตอร์เนต เพื่อถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาเหล่านี้ หลังจากติมอร์ได้รับเอกราชจากประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งการพยายามสร้างความเป็นชาติให้กับประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่อย่างติมอร์
 
นอกจากงานวิจัยที่มุ่งศึกษาโดยเฉพาะแต่ละประเทศแล้ว ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาแบบ “ข้ามประเทศ” ในเอเชียอุษาคเนย์ อีกด้วย 3 งาน ดังนี้
 
Locating Southeast Asian Horror โดย Adam Knee นำเสนอและเปรียบเทียบภาพยนตร์สยองขวัญของประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยภาพยนตร์สยองขวัญของประเทศแถบนี้จะมุ่งนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ (ซึ่งมักเป็นตัวแทนของความล้าหลัง) Adam มุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์แนวนี้ภายใต้อิทธิพลโลกาภิวัฒน์ และความทันสมัยนิยม ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสังคมท้องถิ่นกับสังคมโลก โดยเฉพาะสังคมตะวันตก
 
งานวิจัยเรื่อง Representing the Rural in Indonesian and Thai Cinema ของ David Hanan เปรียบเทียบการนำเสนอภาพชนบทในภาพยนตร์อินโดนีเซียและภาพยนตร์ไทย โดย David เลือกศึกษาผลงานผู้กำกับอินโดนีเซีย Djayakusuma เรื่อง Mist (1951) Tiger from Tjampa (1952) และ Whipfire (1958) เปรียบเทียบกับผลงานของผู้กำกับเชิด ทรงศรี เรื่องแผลเก่า (1979) และ เพื่อนแพง (1983) โดย David มองเห็นความคล้ายคลึงกันของผลงานผู้กำกับทั้งสองท่าน ในแง่ของการใส่วัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นเข้าไปในเรื่องราวเมโลดราม่า นอกจากนี้ David ก็วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงการนำเสนอภาพชนบทในภาพยนตร์ของอินโดนีเซียและไทยในยุคต่อมา ผ่านภาพยนตร์อินโดนีเซียอย่าง Moon and Sun (1980) และ ภาพยนตร์ไทยอย่าง คนเลี้ยงช้าง (1990)
 
Digital Cinema in Philippines, Malaysia, Thailand and Singapore โดย Eloise May P. Hernandez เป็นงานที่นำเสนอความเป็นไปของวงการภาพยนตร์ดิจิตอลในประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย Eloise นำเสนอข้อมูลที่เธอไปทำการวิจัยแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับ การจัดจำหน่าย และการเผยแพร่ทั้งภายในและนอกประเทศ สถานที่จัดฉาย และกลุ่มองค์กรที่สนับสนุนหรือมีบทบาทให้เกิดการเติบโตของวงการภาพยนตร์ดิจิตอล
 
เหล่านี้คืองานวิจัยทั้งหมด ที่ถูกนำเสนอในการประชุมครั้งนี้ นอกจากงานวิจัยแล้ว ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ในปีนี้ทางผู้จัดยังได้จัดคณะที่ไม่ได้เกี่ยวกับการนำเสนองานวิจัยอีก 3 คณะ ซึ่งแต่ละคณะก็ล้วนสร้างสีสันและเป็นฐานข้อมูลชั้นดีสำหรับผู้เข้าร่วมงาน
 
คณะแรกใช้ชื่อว่า Queering the Pitch โดยเชิญ John Badalu ผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ Q Fest ในอินโดนีเซีย และ Lina Tan โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์บริษัท Red Comm Film มาเลเซีย ทั้งสองมาพูดถึงการนำเสนอภาพยนตร์ที่มีตัวละครเป็นรักร่วมเพศ โดย John ก็พูดถึงการก่อตั้ง และการโปรโมตเทศกาลภาพยนตร์ Q Fest รวมถึงผลตอบรับ ส่วน Lina ก็มาพูดในแง่ของการหาเงินทุน เพื่อมาสร้างภาพยนตร์ที่มีตัวละครรักร่วมเพศ (ซึ่งยังถือเป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาดสำหรับประเทศมาเลเซีย) จากนั้น ก็มีการเชิญ  Dr. Dede Oetomo นักเขียนและนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์เพื่อกลุ่มคนรักร่วมเพศชาวอินโดนีเซีย มานำเสนอภาพของกลุ่ม สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ ของชาวรักร่วมเพศในสังคมอิสลาม อย่างประเทศอินโดนีเซีย และ ปิดท้าย ด้วย John มาพูดถึงภาพรวมของ Queer Cinema ในประเทศแถบนี้ 
 
คณะที่สองเป็นคณะที่พูดถึงวัฒนธรรมภาพยนตร์กระแสทางเลือก โดยผู้จัดได้เชิญ
Lor Yew Mien ผู้จัดงาน Freedom Filmfest ซึ่งมาพูดถึงการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และกระตุ้นให้เกิดการแสดงออกของประชาชน ในประเทศที่มีกฎการควบคุม ระบบเซ็นเซอร์ ค่อนข้างเข้มงวดอย่างมาเลเซีย 
Dimas Jayasrana มาพูดในเรื่องของการดิ้นร้นแบบ “ปากกัดตีนถีบ” เพื่อจะจัดฉายหนังตามชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะในชนบท และในสลัม ที่บอกว่าปากกัดตีนถีบ เพราะเป็นการทำงานที่ไม่ได้ผลตอบแทน แถมต้องควักเนื้อเป็นหนี้เป็นสิน แต่เพราะความรักในงานภาพยนตร์ Dimas ก็ยังคงจัดต่อไป และ 
ก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ประจำหนังสือบางกอกโพสต์ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเป็นคนไทยเพียงคนเดียว ที่เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ไทยเป็นภาษาอังกฤษเป็นประจำ และได้เผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านหนังสือ Variety และบทบาทของก้องในการโปรโมตภาพยนตร์นอกกระแส
 
คณะที่สามเป็น การเชิญผู้กำกับอิสระรุ่นใหม่ของแต่ละประเทศ มาพูดถึงการทำงาน เริ่มตั้งแต่การหาทุน การสร้าง และการเผยแพร่ อุปสรรค และการแก้ปัญหา โดยมีผู้กำกับที่เข้าร่วมดังนี้ John Torres (จากฟิลิปปินส์) Martyn See (สิงคโปร์) และ Amir Muhummad (มาเลเซีย) ซึ่งผู้กำกับเหล่านี้ ยังเปิดการเวิร์กช็อปการสร้างภาพยนตร์ในวันสุดท้ายของการประชุมด้วย ซึ่งจัดพร้อมกับการนำเสนอหัวข้อวิจัย (แต่ผู้เขียนไม่ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อป เพราะสนใจฟังงานวิจัยมากกว่า)
 
งานประชุมครั้งนี้จบลง ด้วยรอยยิ้ม และแก้วไวน์ (จากการไปปาร์ตี้ปิดงานประชุมที่คลับแห่งหนึ่ง)เท่าที่สังเกตทุกคนดูมีความสุขกับการเข้ามามีส่วนร่วมในงานครั้ง (แม้จะไม่ได้มานำเสนองานวิจัย  แต่มานั่งฟังเฉยๆ อย่างเช่นผู้เขียนก็ตาม) ส่วนในครั้งต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในปี 2550 นี้ จะจัดขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย (เหมือนการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ต้องวนจัดไปทุกๆ ประเทศที่เข้าร่วมเสียเหลือเกิน)  
 
คุณประโยชน์อันสำคัญยิ่งสำหรับการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นกระตุ้นให้เกิดการศึกษาภาพยนตร์ในภูมิภาคนี้อย่างเป็นวิชาการแล้ว หนึ่งในคณะผู้จัดงานครั้งนี้ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันที่สนใจเรื่องเอเชียอุษาคเนย์ ได้กล่าวปิดงาน (ด้วยน้ำเสียงเกือบสะอื้น) ว่า การประชุมนี้ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคำพูดของเธอ เพราะผู้เขียนเชื่อว่าการได้ทำความรู้จักกับผู้คนจากต่างทั่วสารทิศบนโลกใบนี้ ที่ล้วนมีความสนใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับสิ่งที่เราสนใจ ย่อมนำมาซึ่งความน่ามหัศจรรย์ยินดี นอกจากจะก่อให้เกิดพันธมิตรทางด้านวิชาการแล้ว ขณะเดียวกันยังทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้ว “เราไม่ได้บ้าแค่คนเดียวสักหน่อย”
 



       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab