ระบบเซ็นเซอร์ไทยกับศิลปะในสังคมประชาธิปไตย
18/06/07 (By: ศริยา สมุทรพยนต์)

จากการสัมมนาเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์และจัดเรตติ้งภาพยนตร์ในประเทศไทย มีคำถามหนึ่งที่ทำให้รู้สึกสะดุดใจคือ คำถามผู้ร่วมสัมมนาที่เป็นคนดูหนังว่า อยากดูหนังแบบไหน อยากให้คนทำหนังทำหนังแบบไหนให้ดู ซึ่งคงเป็นคำถามที่ธรรมดาในบริบทของการคุ้มครองเยาวชนจากภัยของสื่อ แต่ในอีกแง่หนึ่ง คำถามนี้ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสถานะของการเป็นสินค้าในตลาดชิ้นหนึ่งเหมือนกับสินค้าอื่น ๆ ของภาพยนตร์ในระบบทุนนิยม คำถามนี้ฟังดูไม่แตกต่างเลยจากคำถามที่ใช้ในการวิจัยตลาดเพื่อออกแบบสินค้าให้ตรงใจผู้บริโภค
 
แม้ว่านี่อาจจะเป็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ กับภาพยนตร์ในหลาย ๆ มุมโลก แต่คงเป็นเรื่องที่น่าสิ้นหวังสำหรับผู้ที่ยังเชื่อมั่นในศิลปะภาพยนตร์ หากหน้าที่หลักของศิลปะภาพยนตร์ต่อสังคมเป็นเพียงแค่การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สิ่งสำคัญที่ทำให้ศิลปะยังคงยืนหยัดอยู่ในโลกและอารยธรรมมนุษย์มาจนถึงทุกวันนี้ คือการที่ศิลปะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการนำผู้คนไปสู่อาณาจักรทางความคิดและจิตวิญญาณที่กว้างไกลกว่าที่ระบบสังคมจะเอื้ออำนวยให้ โดยธรรมชาติแล้ว ศิลปะมักจะก้าวไปล่วงหน้ากว่าสังคมในขณะนั้น
 
ในขณะเดียวกัน ลักษณะสำคัญสองประการของระบอบประชาธิปไตยคือความเชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนในสังคม และความอดทน (Tolerance) ต่อความแตกต่างของผู้อื่น แต่เราจะพูดคุยกันในเรื่องความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรในสังคมที่การแบ่งชนชั้นและการใช้อิทธิพลยังเข้มแข็งแต่อ่อนแอทางวุฒิภาวะอย่างสังคมไทย ในสังคมที่สิ่งที่เรารู้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคือ ระบบมาเฟียที่พัฒนามาจากระบบเจ้าขุนมูลนายเก่าที่ผู้มีอำนาจเป็นเสมือนเจ้านายเหนือหัว ส่วนที่เหลือเป็นไพร่ทาสที่ต้องทำตามคำสั่งหรือส่งส่วยให้เจ้านายเพื่อความอยู่รอดหรือการได้มาซึ่งอภิสิทธิ์พิเศษโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความชอบธรรมเป็นหลัก
 
เราคงอยู่ได้ต่อไปอย่างชินชากับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความหวังว่าความเปิดกว้างของศิลปะจะเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายที่จะปกป้องเราจากความเลวร้ายเหล่านี้ จนกระทั่งวันหนึ่งมันเกิดขึ้นกับสิ่งใกล้ตัวเรา
 
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ แสงศตวรรษ บอกเราว่า ในที่สุด เราก็หนีไม่พ้นจากวงจรอุบาทว์ วงจรที่โดยเนื้อแท้แล้วมีเพียงมาตรฐานเดียวคือ มาตรฐานของการใช้อำนาจบาตรใหญ่ตามอำเภอใจ
 
ความอดทนในระบอบประชาธิปไตยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อในสิทธิที่เท่าเทียมกันของผู้อื่น ในขณะที่ความอดทนในระบอบอำนาจนิยมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่เชื่อในสิทธิที่เท่าเทียมกันของผู้อื่น
 
การกระทำที่ดูเหมือนเผิน ๆ อาจจะเหมือนกับเป็นแบบเดียวกันกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในกระบวนทัศน์ (Paradigm) หรืออยากเรียกให้ง่ายขึ้นว่า ชุดทางความคิด ค่านิยมและหลักปฏิบัติ
 
หากเรามองจากจุดของความแตกต่างอย่างสุดขั้วของทั้งสอง Paradigm นี้ จะเห็นได้ว่า การเสนอทางแก้ไขปัญหากับผู้มีอำนาจภายใต้ Paradigm ของระบอบอำนาจนิยมเป็นการแก้ปัญหาในเชิงรูปแบบ
 
แม้ว่าการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบเซ็นเซอร์เป็นระบบเรตติ้งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเปลี่ยนแปลงในวิธีปฏิบัติ แต่หากโครงสร้างอำนาจยังคงอยู่ในลักษณะที่ยังให้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขตแก่ผู้มีอำนาจ ก็จะเป็นเหมือนการปล่อยให้เชื้อไฟที่สะสมกันมายาวนานและต่อเนื่องยังคงหล่อเลี้ยงวงจรอุบาทว์ให้สามารถเติบโตและดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
 
ในระบอบประชาธิปไตย โครงสร้างการจัดสรรอำนาจจะต้องมีทั้งฝ่ายอำนาจและฝ่ายถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances)  เพื่อป้องกันการใช้อำนาจอย่างขาดสำนึก สิ่งที่สำคัญคือต้องมีระบบตรวจสอบและติดตามที่โปร่งใส ซึ่งคงหวังพึ่งได้ยากที่จะให้เกิดขึ้นในกรอบของระบบการเมืองและสังคมอันอ่อนแอของเรา
 
หากเรายังสามารถยึดถือศิลปะเป็นแหล่งพึ่งพิงสุดท้ายได้ มันน่าจะถือเป็นแนวทาง “นอกระบบ” ในการถ่วงดุลอำนาจในกรณีนี้ ผู้เขียนขอเสนอให้มีการรวมตัวของผู้เสพและสร้างงานศิลปะเป็นองค์กรหรือหน่วยงานในการเผยแพร่/สร้างสรรค์ผลงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามการใช้อำนาจคุกคามศิลปะให้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณชนทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง จะเป็นในรูปแบบของสื่อนอกหรือในกระแสก็ตามแต่ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบเซ็นเซอร์หรือไม่ก็ตาม
 
เสียงคุกคามครั้งนี้ดังเกินกว่าที่เราจะเมินเฉยได้อีกต่อไป  ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยุติบทบาทของการตกเป็นเหยื่อของศิลปะ และใช้พลังของศิลปะในการทำหนึ่งในหน้าที่ที่มันทำได้ดีที่สุดคือ การตั้งคำถามและท้าทายสถานภาพเดิม (The Status Quo) เพื่อเป็นอาวุธในการโต้ตอบและเรียกคืนพื้นที่อันชอบธรรมของมันในสังคม



       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab