วาระเคลือบแฝงของเผด็จการทางภาพยนตร์
11/10/07 (By: อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล)

    เมื่อวันที่ 5 กันยายน ผมได้มีโอกาสร่วมงานสัมมนาวิชาการที่ทำเนียบรัฐบาล กี่ยวกับเนื้อหาของพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฉบับใหม่  ที่กำลังถูกร่างขึ้นเพื่อที่จะมาแทนฉบับปี 2473 ซึ่งดัน (ทุรัง) ใช้กันมาจนปัจจุบัน การประชุมประกอบ ด้วยตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรม กรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย กลุ่มกิจการโรงหนัง ผู้ประกอบกิจการร้านวีดิโอเกมส์ นักเรียน และภาคเอกชนอื่นๆ สิ่งที่เราเห็นด้วย ร่วมกันก็คือถึงเวลาแล้วที่ต้องมีระบบเรตติ้งในประเทศไทย และในระหว่างที่สัมมนาก็ได้มีการเสนอ ความต้องการการเปลี่ยน แปลงมาตราต่างๆกันเป็นข้อๆ จากทุกฝ่าย
 
ผมได้มีโอกาสเห็นพ.ร.บ.ฉบับนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากที่หนังของผมถูกกองเซ็นเซอร์ขอหั่น “แค่สี่ฉาก” ผมเห็นความอัปยศของอนาคตหนังไทยที่ตกอยู่ในมือของตำรวจ และทราบว่าได้มีการร่างพ.ร.บ.ใหม่ซึ่งเป็นความหวัง เป็นทางแก้ ผมจึงได้ฉบับร่างมาดู เจตนาหลักก็คือเพื่อเสริมความรู้ว่าถ้าผมทำหนังเรื่องต่อไป หนังของผมจะต้อง ตกอยู่ในอำนาจของใคร
 
ความรู้สึกแรกสำหรับผมเมื่ออ่านพ.ร.บ.นี้ก็คือความสงสัย ว่าจากที่ร่างกฎหมายใหม่ที่ใช้เวลาทำกันมาหลายปี ทำไมมีช่องโหว่เยอะเหลือเกิน (แม้ว่าจะมีการกล่าวปิดท้ายการสัมมนาอย่างเบาหวิวว่า มีข้อที่ต้องแก้“ไม่กี่ข้อ”) เหมือนกับว่าจะรีบผลักดันพ.ร.บ.นี้ออกมาแล้วจึงเรียกฝ่ายต่างๆมาแสดงความคิดเห็น บ้างก็อ้างว่าที่ผ่านมาทางฝ่ายผู้ประกอบการวอล์คเอ้าท์จึงถือว่าสละสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น โดยที่ไม่เคยคิดใคร่ครวญเลยว่าการที่เขาวอล์คเอ้าท์นั่นมันเพราะสาเหตุอะไร และเสียงต่างๆที่เขาเสนอไปนั้นมันได้รับความเคารพแค่ไหน ผมจึงไม่มั่นใจว่าการสัมมนาครั้งนี้คือการเล่นละครฉากหนึ่งอีกหรือเปล่า
 
ความคิดเห็นในการสัมมนาจะมุ่งประเด็นไปในการแก้ไขในแต่ละมาตราที่แต่ละฝ่ายคิดว่าไม่เป็นธรรม หรือไม่สามารถ ปฏิบัติจริงได้ ผมขอยกตัวอย่างแค่คร่าวๆ ที่ได้มีการเสนอกัน เช่น
 
มาตรา 4 ที่เป็นมาตราแห่งคำนิยาม “ภาพยนตร์ไทย”หมายความว่าภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาไทย หรือภาษาท้องถิ่น ของประเทศไทยทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ในบทภาพยนตร์ต้นฉบับสำหรับการแสดงภาพยนตร์และเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีสัญชาติไทย  ทางที่ประชุมเสนอว่าให้ตัด “เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีสัญชาติไทย” ออก เพราะว่าขณะนี้เริ่มมีการร่วมทุน กับต่างประเทศเยอะเหลือเกิน
 
ผ่านจากข้อย่อยต่างๆ การสัมมนาก็เข้ามาที่จุดสำคัญที่เซ้นซิทีฟที่ผมสนใจเป็นส่วนตัว ว่าด้วยหมวดสาม มาตราที่ 23 “ผู้สร้างต่างประเทศต้องสร้างหนังที่ไม่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง สิ่งแวดล้อม หรือเกียรติภูมิของประเทศไทย” ดูอย่างผิวเผินข้อนี้คงเป็น คอมมอนเซ้นท์  แต่ที่น่ากลัวและเป็นประเด็นมาตลอดระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนก็คือมาตรฐานทางศีลธรรม อะไรคือ ศีลธรรมอันดี อะไรคือศัตรูของความมั่นคง และเกียรติภูมิของประเทศ สุดท้ายมันต้องขึ้นกับวิจารณญาณของ “ผู้ตัดสิน” ผมนึกย้อนไปถึงหนังฝรั่งเศสเรื่องหนึ่งที่มาถ่ายทำที่บ้านเราเมื่อปีที่แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรือเดินสมุทรที่มีตัวละครตัวหนึ่งเป็นโสเภณี ทางกรมตำรวจบอกว่ามีฉากโสเภณีในน่านน้ำไทยไม่ได้ เพราะจะทำให้ภาพของประเทศเสียหาย ผู้สร้างเลยต้องเปลี่ยนฉากไปให้เกิดเรื่องบนเรือในน่านน้ำที่ไม่ระบุสัญชาติ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราก็รู้กันอยู่แล้วว่าบ้านเราหน้าบางกันเหลือเกิน คนก็รู้กันทั่วไปว่ามีอาชีพนี้บนโลก ยกเว้นในประเทศไทย ผมคงจะไม่ต้องเสียเวลาเขียนมากว่าสิ่งนั้นคืออะไร ผมเพียงแค่อยากจะบอกว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นการย่ำเท้าอยู่ที่เดิม เพียงแต่ว่าในอนาคต การ“ควบคุม” จะเปลี่ยนมือไปที่คณะกรรมการการพิจารณาภาพยนตร์ที่มีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพเท่านั้นเอง ทุกอย่างจะเหมือนเดิม และอย่าลืมว่านี่คือกระทรวงที่เป็นเจ้าของการรณรงค์ที่น่าขันในเดือนที่ผ่านๆมา เช่นการรณรงค์ให้คนแต่งชุดไทย ใช้ชื่อเล่นไทย,หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเข้าใจว่ามันอาจจะมาจากการที่ยูเนสโกรณรงค์ให้อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของโลก  แต่ของเรากลับกลายเป็นถลุงงบประมาณของรัฐไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าคำว่าวัฒนธรรมที่แท้จริงคืออะไร  . ผมหวังว่าคุณผู้อ่านบางท่านคงจะเห็นด้วยกับผม ที่ว่าคนบางกลุ่มพยายามเหลือเกินที่จะมาทำตัวเป็นเจ้าชีวิต เป็นพ่อแม่ของเรา ออกนโยบายโดยใช้ภาษีของเรา กรอกหู (เขาใช้คำว่าแนะนำ) อย่างน่ารำคาญในนามของศีลธรรมอันดี และเกียรติภูมิของประเทศ รวมทั้ง ยัดเยียดนิยามอันผิวเผินของวัฒนธรรมให้กับเรา ผมก็เพียงได้คิดฝันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอนาคตในกระทรวงอันแสนรักของผมนี้เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ 
 
 
และเราก็มาถึงมาตราที่สำคัญมาก คือมาตราที่ 26 ที่เกิดขึ้น จากความหวังดีของรัฐบาลที่เป็นห่วงประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยภาพของเซ็กส์ และความรุนแรง จึงเกิดให้มีการแบ่งเรต ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. ได้เสนอดังนี้
 
1)            ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับคนดูทั่วไป
2)            ภาพยนตร์ที่ผู้มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีต้องดูร่วมกับผู้ปกครอง
3)            ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีดู
4)            ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
 
ระหว่างที่มีการถกประเด็นกันนั้น ทุกคนก็เห็นพ้องว่า พ.ร.บ.ข้อนี้ยังต้องการการปรับปรุงและความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีการเสนอทั้งที่น่าตกใจและที่น่าสนใจคละเคล้ากันไป เช่นการเสนอให้เปลี่ยนจากข้อสองเป็นอายุ 13 ปี และเพิ่มอีกข้อหนึ่งเป็นห้ามต่ำกว่า 25 ปี  โดยอ้างจากการวิจัย และอ้างว่าถ้าหนังที่ไม่เหมาะสมบางเรื่องถ้าคนที่เข้าไปดูอายุ 25 ปีจะได้อายคนรอบข้าง (!) และที่น่าสนใจคือกลุ่มสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติและกลุ่มผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ได้กล่าวเหมือนปฏิญาณตนว่าพวกเขาจะไม่ฉายหนังที่เกี่ยวกับสามสถาบันคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นเขาเห็นด้วยที่จะมีการห้ามฉายในข้อที่สี่
 
สำหรับตัวผมเองนั้นต้องขอมองแตกต่างและขอคัดค้านในข้อที่สี่นี้ มันอาจจะมีประสิทธิภาพเมื่อถูกบังคับใช้ในบางประเทศ แต่มันจะล้มเหลวในประเทศไทย ถ้าเราอยากจะเรียกตัวเองว่าประเทศประชาธิปไตย เพราะสภาพบ้านเมืองของเราเต็มไปอยู่แล้วด้วยกฎหมู่และการควบคุมของกลุ่มคนชั้นต่างๆ เราไม่ต้องการให้รัฐบาลมาเกลือกกลั้วทับซ้อนในชั้นนี้อีกในนามของการปกป้องสังคม หรือแม้ว่าจะเป็นความหวังดีก็ตามที ขอบคุณครับ แต่อย่าดีกว่า  พ.ร.บ.ข้อนี้เปิดโอกาสให้รัฐเอาภาพยนตร์มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมที่จะทำลายสิ่งที่ภาครัฐเรียกว่าไม่เหมาะสม โดยการใช้ข้อสี่นี้จะทำให้สถานการณ์เปรียบเสมือนหรือยิ่งรุนแรงกว่าเมื่อการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ตกอยู่ในมือของตำรวจ ซึ่งนับวันประชาชนจะมองพวกเขาเป็นผู้ร้ายไปทุกที
 
แน่นอนว่าเราไม่ควรที่จะทำการอะไรเพื่อเป็นการเสื่อมเสียให้แก่สถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีกฎตายตัวแน่ชัด และสามารถไปลงโทษทางอาญากันในชั้นศาลได้ ไม่ต้องการพ.ร.บ.นี้มาห้าม
 
แต่สิ่งที่น่าถกก็คือการพร้อมใจกันที่จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับสถาบัน ชาติ และ ศาสนา มันแสดงถึงความอ่อนแอของประเทศเราเหลือเกิน ผมเชื่อว่าไม่เพียงแค่นายทุนและโรงภาพยนตร์เท่านั้นหรอกที่ขลาดกลัวที่จะดูแลเรื่องนี้กันเองและยอมให้รัฐมาควบคุม ประชาชนหลายๆท่านก็คงไม่อยากยุ่งเกี่ยวเพราะคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่ เป็นประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์ที่จะมองแตกต่าง ไม่ควรให้เกิดการถกเถียง แต่เพื่อการพัฒนาของสองสถาบันนี้ เป็นไปได้ไหมที่เราไม่จำเป็นต้องรักชาติ รักศาสนากันจนถึงขนาดว่าพยายามปฏิเสธว่าสองสถาบันนี้ไม่มีอยู่จริงเสมือนในประเด็นโสเภณี
 
มาตรานี้โยงใยกับหมวดที่ 1 มาตรา 7 ที่ว่าด้วยคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ที่จะประกอบไปด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นรองประธานกรรมการ และประกอบด้วยกรรมการย่อยจากกรมต่างๆ รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรี “แต่งตั้ง” และอื่นๆ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วสัดส่วนจะเป็นอย่างไร จากภาครัฐ ภาคผู้ประกอบการ ภาคสาธารณะ ตัวผมเองไม่สามารถไว้ใจส่วนที่เป็นภาครัฐอย่างยิ่ง เพราะมันมีมาตรา 29 ในหมวด 3 ที่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการเหล่านี้แก้ไข ตัดทอน หรือห้ามฉาย ภาพยนตร์และวีดิโอที่เขาถือว่า “มีเนื้อหาบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ หรือก่อให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจของประชาชน” ถ้าผมทำหนังออกมาเช่น ชีวิตแสนสุขภายใต้ระบอบทักษิณและเผด็จการทหาร (My Beautiful Life Under Thaksin and the Military Junta) จะถูกแบนไหม จะถูกกล่าวหาว่าก่อให้เกิดความแตกแยกไม่สงบเรียบร้อยในสังคมไหม หรือต้องสร้างหนังให้คนหัวเราะกับภาพพระวิ่งตกส้วมโดยที่ไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นตัวแทนของศาสนา หรือกะเทยปากเสียวิ่งหนีผีเพื่อส่งเสริมศีลธรรมอันดีของประเทศ  แล้วเมื่อไรเราจะได้ดูหนังเกี่ยวกับจอมพล ป. หากเราอยู่ใต้เผด็จการเช่นนี้
 
ทุกอย่างมาลงเอยที่ “ผู้ตัดสิน” เป็นที่รู้กันอยู่ว่าท่านคณะกรรมการการตัดสินแต่ละท่านนั้นมหัศจรรย์เพียงไรในแดนสยาม แม้ว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมจะย้ำเป็นครั้งที่ร้อยว่าขอให้เชื่อใจเถิด ว่าคณะกรรมการตัดสินจะมีความเที่ยงธรรมและมีความรู้ ผมขอแย้งจากประสบการณ์ส่วนตัวว่าท่านได้ฝันไปแล้ว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อาจารย์จากธรรมศาสตร์ท่านหนึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเซ็นเซอร์ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการหั่นหนังของผมโดยกล่าวว่าฉากหมอจูบกันเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมรักร่วมเพศอย่างโจ่งแจ้ง จะปล่อยออกมาได้อย่างไร ซึ่งผมฟังแล้วได้แต่ส่ายหน้าเพราะหมอที่ “จูบ” กันนั้นเป็นคู่ชายหญิง และที่สำคัญอาจารย์ผู้นี้ก็เป็น “นักวิชาการด้านวัฒนธรรมสมัยใหม่”  และทำงานให้กับค่ายหนังใหญ่ที่ปล่อยหนังพระวิ่งหนีผี หนังที่มีแต่คำหยาบ ความรุนแรงออกมา
 
ผมได้เจอกับท่านในงานสัมมนาครั้งนี้ ท่านเข้ามาทักทายยิ้มแย้มกับผมราวกับเป็นญาติมิตรและมากระซิบกระซาบว่า “คุณอภิชาติพงศ์คุณรู้ไหมว่ามันมีวิธีที่จะทำให้หนังผ่านกองเซ็นเซอร์ ผมช่วยคุณได้ มันมี “วิธี” พวกเขาไม่น่าเอากรมศาสนามาเลย แต่ผมว่าคุณต้องเดินหมากใหม่” ผมฟังแล้วได้แต่อึ้ง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนอย่างนี้บนโลก คนที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามสถานการณ์ คนที่แสดงว่าใบปริญญาไม่ได้ทำให้ค่าของคนสูงขึ้นเลย ผมมัวแต่อึ้งเลยลืมว่า “วิธี”ที่ว่าคืออะไร  แต่ผมรับรองว่าคนเช่นนี้ก็จะได้ไปอยู่ในหนึ่งคณะกรรมการภายใต้พ.ร.บ.ฉบับใหม่ และสร้างเงื่อนไขให้เกิด“วิธี”ผ่านเซ็นเซอร์ใหม่ๆขึ้น คุณคิดดูเอากันเองก็แล้วกันว่าเราจะได้ดูอะไรในจอภาพยนตร์
 
 
ในการประชุม เราได้รับเกียรติจากคุณวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์   รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ผู้ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีร่างนโยบายเรื่องอุตสาหกรรมภาพยนตร์มาตลอด ท่านได้มากล่าวถึงแผนการที่จะนำ พ.ร.บ.นี้ให้ผ่าน สนช. จนออกบังคับใช้ได้ ซึ่งหลังจากที่ผมฟังนโยบายของแกแล้วก็เกิดความประทับใจ แต่กังขาว่าจะเป็นไปได้หรือ เพราะสิ่งที่แกพูดมาดูต่างกับบรรยากาศที่ได้ประชุมมาทั้งวัน ท่านมีคำพูดที่สวยงามและมีเหตุผล คุณวีรศักดิ์อยากจะให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายภาคสังคม ต้องไม่มีกฎหมายภาคปกครอง และภาคความมั่นคง แต่แกยังได้เอ่ยสามนิยามคือ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และ รัฐ (และได้เอ่ยถึงองค์กรต่างๆ เช่นองค์กรศาสนา) ผมติดใจว่าในเมื่อท่านพยายามจะตัดขาดจากภาคปกครองและภาคความมั่นคง แต่ทำไมต้องมีอำนาจรัฐ ผมอาจจะไม่ใช่ผู้รอบรู้ด้านกฎหมายหรือกลยุทธ์ของการเมืองบ้านเรานัก แต่มันเป็นไม่ได้เชียวหรือที่จะให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ดูแลกันเอง (self-regulated) โดยสร้างองค์การอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ออกทะเบียน ออกเรตติ้งกันเอง โดยมีภาคผู้ชมเป็นผู้กลั่นกรองพัฒนา ปรับปรุงตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละเวลาในอนาคต แน่นอนว่าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีกรรมการที่มีความคิดล้าหลัง เหมือนครั้งที่ยังมีการเซ็นเซอร์แบบเก่า แต่อย่างน้อยนี่คือการปลดปล่อยให้ภาคผู้ประกอบการได้เติบโต และมีการสื่อสารกับสาธารณะด้วยระบบเรตติ้ง มีการตัดเพื่อเรตที่ต้องการตามระบบการค้า อาจมีเรตติ้งที่ไม่มีโรงภาพยนตร์โรงไหนอยากฉายหนังของคุณเลยก็ได้ แต่มิใช่การแบน ระบบนี้เป็นดัชนีวัดสติปัญญาของสังคม  คนทำภาพยนตร์และศิลปะต้องมีความรับผิดชอบ หากมีเรื่องการละเมิด ผู้ตัดสินจะเป็นฝ่ายตุลาการ ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่รัฐ เราจะพูด เราจะเขียนหนังสือ เราต้องมีคณะกรรมการต่างๆ จากบิ๊กบราเธอร์ มาเฝ้าระวังไหม ในขณะที่ภาพยนตร์คุณต้องเสียเงินตีตั๋วเข้าไปด้วยซ้ำ เราเปิดโอกาสให้ผู้เสพได้ดูแลและวิพากษ์การทำงานขององค์กรของเรา  หากเราหมิ่นประมาทใคร ก็ไปสู้กันในชั้นศาล เป็นการฝึกฝนการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย
 
หลังจากที่ผมฟังคุณวีรศักดิ์พูดแล้ว ผมยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นในความเชื่อของตนเองว่าต้องตัดการแทรกแซงของรัฐออกไปจากการดำเนินการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์สยาม ผมยอมรับที่จะถูกย่ำยีจากระบบพวกพ้องที่เกิดจากภาคเอกชนเอง จาก“ผู้ตัดสิน”ที่จะดีหรือเลวจากที่เราเลือกกันเอง แต่ผมปฎิเสธที่จะถูกย่ำยีจากสิ่งที่เรียกว่าความคุ้มกันจากรัฐบาล
 
ผมจำได้ว่าจากการสัมมนาครั้งก่อนที่ผมได้ร่วมด้วยที่บางกอกโค้ด (เมื่อวันที่ 29 และ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550) ท่านผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้กล่าวว่า จากการวิจัย ระดับการศึกษาของคนไทยทั่วประเทศนั้นมันแค่ ป. 6 สื่อบางอย่างเขาไม่พร้อมที่จะรับ ผมอยากจะบอกว่านี่แสดงว่าคุณดูถูกเขาว่าเขาโง่นักที่มีการศึกษาแค่ ป. 6 คุณมัวแต่คิดว่าเขาไม่พร้อม แล้วเมื่อไหร่เขาจะพร้อม เมื่อไรเขาจะได้วิเคราะห์เอง กลุ่มเฝ้าระวังหวังดีเหลือเกินกับกลุ่มเยาวชน และลงเอยด้วยการการปกป้องทางการเติบโตทางความคิดและปัญญา และอย่าลืมว่าเยาวชนก็จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถเลือกเองได้ การที่กลุ่มนี้พยายามจะให้มีการแบนการห้ามฉายนั้นแสดงว่าพวกเขาไม่สนับสนุน หรือไม่ยอมรับระบบเรตติ้งจำกัดอายุ ไม่เชื่อใจและไม่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่จะเรียนรู้และปฏิบัติ  หากกลัวว่าเยาวชนจะแอบไปดูหนังโป๊ แล้วคุณจะมาถกเรื่องเรตติ้งทำไม เมื่อคุณไม่เชื่อใจในระบบสามข้อที่คุณร่างมาคุณก็ควรจะสนับสนุนแค่ข้อสี่และถือว่าทุกคนทั้งประเทศคือ “เยาวชน” หมด
 
ความคิดของกลุ่มเฝ้าระวังนี้พ้องกับเสียงบางเสียงจากการประชุมครั้งนี้ที่เสนอว่าการพิจารณาภาพยนตร์เพื่อส่งออกต่างประเทศหรือภาพยนตร์ “ศิลปะ” อาจมีกฎเกณฑ์มาตรฐานการพิจารณาต่างกับหนังที่ฉายในประเทศ ผมอยากทราบว่าคนไทยมันโง่นักหรือไง ทำไมทำหนังไทยแล้วฝรั่งได้ดูอีกแบบแล้วคนไทยได้ดูอีกแบบ ผมขออ้างคำจากอาจารย์อรรค์ ฟองสมุทร ภัณฑรักษ์ของหอศิลป์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในการสัมมนาเรื่อง  “ศิลปะกับการเมือง” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ สถาบันเกอเธ่  ในตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า “เราอย่าลืมว่ากระทรวงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย นิยมการควบคุม มากกว่าส่งเสริม เพราะฉะนั้นการควบคุมของกระทรวงวัฒนธรรมปัจจุบันเป็นเรื่องปกติ การที่ถูกแบน การห้ามแสดง เรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องปกติ” ผมอ่านแล้วค่อนข้างหดหู่ใจในการยอมรับสภาพซึ่งดูเหมือนจะดูดี คือมองในการปล่อยวางว่าเป็น  “สภาวะธรรมดา” และศิลปินหลายคนก็ฉวยโอกาสสร้างงานศิลปะฉาบฉวยให้เป็นที่อื้อฉาวกับสภาวะนี้เพื่อการตลาด เหมือนการเกื้อกูลของสองอำนาจมืด หากเรามาดูสถานการณ์ของภาพยนตร์ ไม่ต้องเอ่ยถึงศิลปะ การยอมรับพ.ร.บ.นี้ ก็เหมือนกับการที่เรายอมรับสภาพการดูถูกทางภูมิปัญญา และเสรีภาพ เราลงเอยมีส่วนร่วมในการสร้างความชอบธรรมให้กับความหวาดระแวงของรัฐบาลและของตัวเอง และในที่สุด สมองของเราก็จะด้อยหรือกำลังพัฒนาไปตลอดกาล
 
และเมื่อท้ายการประชุม ท่านผู้บริหารจากกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวว่าอยากให้พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านไป แม้จะไม่สมบูรณ์ จากที่มีบางเสียงท้วงติงมา ท่าน อุปมาอ้างเหตุการณ์หนึ่ง ว่า มีพระรูปหนึ่งที่สร้างกำแพงวัดป่านานาชาติ เมื่อท่านก่อเสร็จ ท่านก็สังเกตเห็นอิฐสองก้อนที่เรียงไม่เรียบร้อย ท่านก็เกิดความกังวล เพราะอยากจะทำให้มันสมบูรณ์ แต่เมื่ออุบาสกอุบาสิกาเดินผ่านมาเห็นก็ชมว่าโอ้ กำแพงนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน ทำให้พระรูปนี้ท่านได้คิดใหม่ว่าทุกอย่างไม่มีความสมบูรณ์ และชื่นชมพอใจกำแพงที่ท่านสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ผมเข้าใจที่ท่านพูดร้อยเปอร์เซนต์ แต่อยากจะบอกท่านว่าแม้ว่ามาตราที่มีข้อโต้แย้งนั้น นับรวมแล้ว สัดส่วนอาจจะไม่มากนักกับจำนวนมาตราที่มีใน พ.ร.บ. แต่มันเป็นข้อที่สำคัญมาก มันไม่ใช่แค่อิฐสองก้อน มันเสมือนอิฐฐานรากที่อ่อนแอที่จะทำให้กำแพงพังลงได้ อย่าคิดว่าเราจะมาแก้ทีหลัง อย่าแก้ผ้าเอาหน้ารอด ท่านคิดหรือไม่ว่ากฎหมายนี้จะอยู่กับเราไปอีกนาน  หรือว่านี่คือวิธีการออกกฎหมายแบบไทยๆ   
 
สืบเนื่องจากข้างบนที่มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันพ.ร.บ.นี้ออกมาอย่างรีบร้อนภายใต้รัฐบาลนี้ จึงเป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง  เมื่อเริ่มแรกทางฝ่ายผู้ประกอบการต่างๆ ก็ไม่เห็นด้วยกับระบบเรตติ้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีการอ้างถึงร่างพ.ร.บ.อีกฉบับออกมา(ซึ่งจริงๆแล้วยังไม่ได้ผ่านครม.เลยด้วยซ้ำ) คือฉบับกองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่เสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม ทางฝ่ายผู้ประกอบการเองก็เอนเอียงมาสนับสนุน (ซึ่งความจริงงบนี้ควรจะเจียดส่วนหลักใช้ไปกับพวกที่ไม่ได้มาประชุมในวันนี้ คือพวกที่ทำภาพยนตร์อิสระที่ต้องการความช่วยเหลือ และให้ความรู้ความหลากหลายด้านภาพยนตร์กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหอภาพยนตร์หรือ ซีเนมาเธค) ผมไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไรและอาจเป็นเพียงแค่การจับแพะชนแกะ
 
แต่สำหรับส่วนตัวผมแล้ว ผมคิดว่าเราได้ต่อสู้กันมาหลายสิบปีกับพ.ร.บ. นรก ที่อุบัติขึ้นเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว นี่เป็นอีกก้าวที่ดีขึ้นแต่ใช่ว่าเราจะต้องยินยอมแลกก้าวนี้เพื่อแลกกับเสรีภาพปลอมๆซึ่งเราไม่มีอยู่แล้ว ผมสามารถรอได้อีกไม่ว่าจะเป็น 20-30 ปีหรือร้อยปี เพื่อให้มันสมบูรณ์ ผมจึงไม่แน่ใจในวัตถุประสงค์ของท่านเหล่านี้ และ ผมมั่นใจว่า นี่เป็นเพียงแค่การโอนถ่ายอำนาจจากตำรวจไปสู่ตำรวจวัฒนธรรม
 
 
อีกประเด็นที่อยากกล่าวถึงคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่าง พ.ร.บ. นี้  ผมสงสัยในการนำวีดิโอเกมส์และร้านอินเตอร์เนตเข้ามาพ่วงกับพ.ร.บ.ฉบับนี้ทั้งๆที่มันเป็นคนละธรรมชาติ กันเลยหรือว่าเพราะรัฐเห็นว่ามันมีเซ็กส์ มีความรุนแรง จึงเหมารวมกันว่าต้อง “ควบคุม” ไปในพ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พ.ร.บ.นี้ เป็นร่างที่มีความไร้สติที่สุดอันหนึ่ง และทางรัฐชอบมีการกล่าวอ้างว่า ไม่มีตัวแทนของภาคเอกชนเข้ามาร่วมในครั้งก่อน แต่ในความจริงแล้ว ที่ผ่านมาก็มีตัวแทนต่างๆจากทางวีซีดี ทางร้านเกมส์ ทางมูลนิธิหนังไทย แต่พอร่างพ.ร.บ.ออกมา ความคิดเห็นของเขาแทบจะไม่ได้อยู่ในนั้นเลย ในการสัมมนานี้ก็เช่นกัน บางครั้งผมรู้สึกเหมือนเป็นหนึ่งในหุ่นเชิดที่เขาทำเป็นให้โอกาสออกเสียง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพวกเขา สุดท้ายแล้วร่างนี้ก็จะออกมาอย่างที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากจะให้เป็น
 
ในชั่วชีวิตนี้ เราจะได้เห็นสถาบันภาพยนตร์ และเงินกองทุนภาพยนตร์อย่างที่เขาสัญญาไว้หรือไม่  หรืออย่างมากก็แค่ไปรวมกับกองทุนอื่นที่เจียดงบมาให้เท่าขี้แมวเป็นรางวัล รัฐบาลนี้ไม่เคยให้เสรีภาพแก่ประชาชน และจะไม่หยุดในการสร้างสิ่งจอมปลอมแค่ประชามติ  ถ้าท่านทั้งหลายได้อ่านบทความนี้ ช่วยพิสูจน์ว่าผมพูดผิด แล้วผมจะยอมกราบเท้าท่านอย่างแน่นอน

หมายเหตุ บทความนี้มาจากบทความต้นฉบับที่อภิชาติพงศ์เขียนเพื่อแปลลงในบางกอกโพสต์ แต่มีการแปลบางย่อหน้าที่อภิชาติพงศ์เขียนเป็นภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทย



       











สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab