 |
ทฤษฎีหนังอะไรวะ
คำ(แนะ)นำ
ทำไมต้องเป็น คำ (แนะ) นำ ไม่เป็นแค่ คำนำเฉยๆ สำหรับคนที่มีพื้นฐานความรู้ที่กว้างขวางและหลากหลายย่อมสามารถมองผ่านและข้ามคำว่า แนะ ในวงเล็บไปได้โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจ สำหรับนักศึกษาหรือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในทฤษฎีศิลปะและภาพยนตร์เบื้องต้น ผมอยากให้ใส่ใจกับคำว่า แนะ ในวงเล็บสักนิด
เนื่องจากงานเขียนชิ้นนี้มีลักษณะที่ผมอยากใช้คำว่า เกือบวิชาการ คืออยู่เหนือระดับกึ่งวิชาการแต่ไม่ได้เป็นหนังสือวิชาการเต็มรูปแบบ แม้บางคนจะกล่าวว่าเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้จะค่อนข้างยากมากก็ตาม แต่นั่นไม่น่าจะเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องนัก
ผมเชื่อว่าความยากที่เกิดขึ้นกับบางคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นผลมาจากความรู้พื้นฐานบางอย่างไม่พอเพียง นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องมี คำ (แนะ) นำ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นมากขึ้น
สิ่งที่ผมอยากแนะนำสำหรับผู้อ่านทั่วๆไป คือ ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะเสียก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่จำเป็นต้องละเอียดหรือลึกซึ้งแต่ประการใด แค่เพียงได้เข้าใจภาพรวมการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของศิลปะในยุคต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยทางสังคมและการเมืองที่ส่งผลต่อแนวคิดศิลปะในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากความเข้าใจที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้ จะทำให้เรามองเห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ว่าภาพยนตร์ซึ่งเป็นทั้งศิลปะ สื่อ และส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและสังคมของมนุษย์ ก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมเฉกเช่นเดียวกับงานศิลปะแขนงอื่นๆ
ด้วยความที่ผมเรียกงานของตัวเองว่า งานเขียนเกือบวิชาการ จึงเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ หลายคนที่ได้อ่านต้นฉบับครั้งแรกก็บ่นให้ฟังว่าทำไมไม่ยอมแปลหรือใช้คำภาษาไทย ด้วยความที่มีอคติต่อหนังสือวิชาการไทยที่ชอบใช้ภาษาที่ต้องแปลไทยเป็นไทยอยู่เรื่อย ทำให้ผมละเลยและสูญเสียโอกาสที่จะสร้างความคุ้นเคยกับศัพท์วิชาการของไทย และกลายมาเป็นความยุ่งยากมากที่จะต้องหาคำแปล จนในที่สุด คิดว่าหาคนช่วยทำในส่วนนี้ดีกว่า
ผมต้องขอโทษก่อนที่จะเขียนต่อไปว่า จะหาว่าเป็นคนดื้อด้านก็ยอม ผมพยายามแปลศัพท์ภาษาอังกฤษตามคำแนะนำและความช่วยเหลือของน้องๆหลายคน ที่ทนเห็นภาษาอังกฤษเต็มหน้ากระดาษไม่ไหว ทำเท่าที่คิดว่าจำเป็นและควรจะทำ ส่วนที่เหลือที่ไม่ยอมแปล ขอน้อมรับคำกล่าวโทษทุกประการ แต่ผมขอใช้สิทธิส่วนตัว ที่จะยืนยันความมีอคติเดิมว่าคำแปลภาษาไทยบางคำนั้นไม่ช่วยให้เข้าใจอะไรได้เลยจริงๆ หนำซ้ำยังทำให้ไขว้เขวเสียอีก
ผ่านจากเรื่องการใช้คำศัพท์ต่างๆที่อาจทำให้บางคนรำคาญตารำคาญใจไปบ้าง ต่อไปผมขอเขียนถึงภาพรวมของหนังสือเล่มนี้เพื่อผู้อ่านจะได้เห็นถึงความเป็นมาและสาเหตุของงานเขียนชิ้นนี้
เดิมทีผมมิได้มีความประสงค์จะเขียนหนังสือเล่มนี้เลย จุดเริ่มต้นของมันเป็นเพียงแค่ต้องการใช้เป็นเอกสารการสอนเท่านั้น พูดง่ายๆก็เป็นแค่ Sheet (ผมต้องแปลด้วยไหมว่า sheet คืออะไร) แต่ด้วยความล่าช้าของตัวเองทำให้งานที่ต้องเขียนหลายๆชิ้นมาอยู่ในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกัน สุดท้ายงานทั้งหลายเลยต้องมาอยู่ในเล่มเดียวกันอย่างที่เห็น
ผมพยายามจะทำให้งานทั้งหมดมีเอกภาพ ด้วยการแบ่งมันออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
ส่วนแรกคือ ฉัน งานส่วนนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่ว่า ผลงานของนักศึกษาในช่วง 2-3 ปีนี้มีทัศนคติบางอย่างที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก ปนเปื้อนอยู่ในงานเสมอๆ โดยเฉพาะการละเมิดและการดูถูกดูแคลนกันในเรื่องเพศและชนชั้น จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับคนของเรา เราต้องแก้ไขปัญหานี้ นั่นนำไปสู่งานเขียนในส่วนที่เรียกว่า ฉัน ซึ่งมีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์เพื่อตักเตือนคนของเราเป็นหลัก การที่ผมใช้คำว่า คนของเรา มีความหมายสองนัย นัยแรกคือนักศึกษาของผมหรือคนที่เรียนกับผมโดยตรง นัยที่สอง คือ ใครก็ตามที่ผู้อ่านรู้จักและอยู่ในฐานะที่จะอบรมสั่งสอนพวกเขาได้ ผมและเพื่อนๆรวมทั้งครูบาอาจารย์หลายคนเห็นตรงกันว่าปัญหาการละเมิดความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจแบบนี้ นับวันจะหนักข้อขึ้น ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างคงได้เห็นหายนะกันสักวัน ผมเข้าใจว่าเมื่อหลายคนได้อ่านส่วนที่เรียกว่า ฉัน แล้ว คงมีความรู้สึกว่าตัวอย่างบางอันอาจจะล้าสมัยไปบ้าง เพราะช่วงเวลาที่เขียนกับช่วงเวลาที่หลายคนได้อ่าน อาจจะแตกต่างและห่างไกลกันพอสมควร แต่ผมเชื่อว่า ถ้าเรามองข้ามความร่วมสมัยในรูปแบบที่ผมใช้เป็นตัวอย่าง แล้วเน้นไปที่เนื้อหาจริงๆของสิ่งที่เป็นตัวอย่าง ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะเห็นว่ามันไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ทุกอย่างยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆซากๆ เหมือนเดิม เราจะปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำๆซากๆนี้ผ่านเลยไป จนกลายเป็นความเคยชินอย่างนั้นหรือ ผมไม่อยากจะเชื่อว่า เราจะปล่อยให้หัวใจเราด้านชาได้ขนาดนั้น
ส่วนที่สองคือ เขา งานเขียนส่วนนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อใช้เป็นเอกสารการสอนในวิชาการวิจารณ์ศิลปการแสดงของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื้อหาโดยรวมกล่าวถึงปรัชญาศิลปะและทฤษฏีภาพยนตร์ เน้นไปที่การรวบรวมแนวคิดสำคัญต่างๆทางศิลปะและภาพยนตร์ อ่านแล้วอาจจะเข้าใจยากสักหน่อย เนื่องจากรูปประโยคเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษค่อนข้างยากและซับซ้อน แต่นี่เป็นธรรมชาติของงานเขียนเชิงปรัชญาทั้งหลายที่มักจะอ่านยากเป็นธรรมดา อาจต้องใช้ความอดทนและพยายามมากสักหน่อย แต่สติปัญญาจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อสมองได้คิดและฝึกฝนอยู่เสมอมิใช่หรือ
ส่วนที่สามคือ ท่าน งานเขียนส่วนนี้มีลักษณะคล้ายกับงานส่วนที่สอง คือ เป็นงานเขียนที่เน้นเรื่องแนวคิดและทฤษฎีเป็นหลัก ในส่วนนี้จะเน้นไปที่ทฤษฎีที่ว่าด้วยสภาวะแห่งตัวตน (theories of selfhood) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะเชื่อมโยงความรู้ทางศิลปะเข้ากับความรู้สึกและความเข้าใจในตนเอง อันจะนำไปสู่ความเข้าใจผู้อื่นและเป็นการลดความผิดพลาดต่อการมองปรากฏการณ์ของผู้คนที่อยู่นอกเหนือความคุ้นเคยของเรา ส่วนที่สี่คือ บทสรุป จุดเริ่มต้นและ...เรา งานเขียนส่วนนี้เป็นเหมือนการตั้งคำถามร่วมกันว่าที่สุดแล้ว ในฐานะมนุษย์ตัวเล็กๆที่มีความรู้ ไม่ว่าจะรู้มากหรือรู้น้อย จะใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ความรู้และความสุขมีผลต่อกันอย่างไร รู้มากสุขมาก รู้น้อยสุขน้อย หรือว่าไม่รู้อะไรเลยสุขที่สุด เราทุกคน ไม่ว่าผมหรือคุณ ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่มีบทสรุปใดที่ไม่นำมาซึ่งจุดเริ่มต้น ไม่เว้นกระทั่งบทสรุปแห่งความตาย
นอกจากทั้งสี่ส่วนที่กล่าวมาแล้ว ยังมีภาคผนวกซึ่งเป็นการรวบรวมเอาเอกสารการสอนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้เข้าใจเนื้อหาหลักที่อยู่ในเล่มได้มากขึ้น แต่ด้วยความที่เป็นภาคผนวกและเป็นเอกสารการสอน จึงขออนุญาตล่วงหน้าที่จะใช้ภาษาอังกฤษโดยไม่แปลเป็นคำไทย เนื่องจากมีคำศัพท์เทคนิคค่อนข้างมาก ถ้าจะต้องแปลทุกคำคงสร้างความรำคาญทั้งคนอ่านและคนเขียนพอๆกัน
สุดท้าย ต้องขอขอบคุณทุกความช่วยเหลือที่ทำให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จเสร็จสิ้นลง ขอบคุณครูติ๋ม ครูจิ๋มที่ยังใช้งานผมอยู่เรื่อยๆ ขอบคุณน้องๆคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกรุ่นที่ช่วยเป็นทั้งแรงผลักดันและกดดันให้ผมต้องเร่งทำงานให้เร็วขึ้น ขอบคุณมดเอ็กซ์ที่ช่วยอ่าน(อย่างละเอียด)และให้ความเห็นที่น่าสนใจ รวมทั้งอีกหลายๆคนที่ไม่ได้กล่าวถึง หวังว่าทุกท่านที่อ่านหนังสือเล่มนี้คงได้ประโยชน์บ้างตามสมควร
ชัยพัฒน์ อัครเศรณี
|
 
|
|
 |