ความสุขของกะทิ (2552) *** little miss sunshine
07/04/09 (By: ประวิทย์ แต่งอักษร)

ความสุขของกะทิ (2552)
กำกับ-เจนไวยย์ ทองดีนอก/ควบคุมงานสร้าง-จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ, สุฐิตา เรืองรองหิรัญญา/บทภาพยนตร์-เจนไวยย์ ทองดีนอก, งามพรรณ เวชชาชีวะ จากนวนิยายเรื่อง “ความสุขของกะทิ” โดยงามพรรณ เวชชาชีวะ/กำกับภาพ-ธนนท์ สัตตะรุจาวงษ์/ออกแบบงานสร้าง-เอกรัฐ หอมลออ/กำกับศิลป์-ธรรมรงรัตน์ วานิชสมบัติ/ลำดับภาพ-ม.ร.ว. ปัทมนัดดา ยุคล/ดนตรี-นภ พรชำนิ, คานธี อนันตกานต์/ผู้แสดง-สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์, จารุวรรณ ปัญโญภาส, กฤษฎา สุโกศล แคลปป์, เข็มอัปสร สิริสุขะ, ไมเคิล เชาวนาศัย, รัชนก แสง-ชูโต, นิธิศ โค้วสกุล, ภัสสร คงมีสุข 



ใคร ลองมาช่วยกันนึกดูเล่นๆว่านับจนถึงปัจจุบัน มีวรรณกรรมทั้งสั้นและยาว (หรืออาจจะรวมถึงบทกวี) ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ถูกนำมาสร้างเป็นหนังแล้วทั้งหมดกี่ครั้งและกี่เรื่องด้วยกัน

แต่ ก่อนที่ตอบคำถามนี้ คงต้องเท้าความกันซักเล็กน้อยตามที่บรรดาหนอนหนังสือทั้งหลายคงจะรับทราบกัน เป็นอย่างดีว่า ซีไรต์ไม่ได้เป็นเพียงชื่อรางวัลที่มอบให้กับผลงานยอดเยี่ยมทางด้านวรรณกรรม ของแต่ละประเทศในอาเซียนเท่านั้น แต่มันเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่ได้รับการยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางใน ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านพ้นไป (แม้ว่าตามข้อเท็จจริง การประกาศผลในบางปี-อาจจะถูกบรรดาผู้สันทัดกรณีตั้งคำถามหรือข้อสงสัยถึงคุณ ค่าของตัวงาน แต่นั่นก็เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่ไม่ลงรอย และไม่เคยปรากฏรอยด่างพร้อยในด้านอื่นๆจนบั่นทอนหรือสั่นคลอนศรัทธาและความ น่าเชื่อถือของตัวรางวัลอย่างจริงๆจังๆ) มากยิ่งไปกว่านั้น ซีไรต์ยังเป็นเสมือนตราที่ประทับลงบนชื่อเสียงของทั้งตัวนักเขียนและผลงาน ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นเครื่องค้ำประกันคุณภาพของทั้งสองส่วนแล้ว มันยังมีผลต่อมูลค่าในทางการตลาดของตัวหนังสืออย่างไม่อาจปฏิเสธได้

พูด ง่ายๆก็คือ ขณะที่หนังสือโดยทั่วไปอาจจะได้รับการตีพิมพ์ด้วยจำนวนไม่กี่พันเล่ม และในกรณีที่ได้รับการตอบรับด้วยดี มันก็อาจจะได้รับการพิมพ์ซ้ำอีกไม่กี่ครั้ง-ก็ถือว่าจบสิ้นกระบวนการ แต่จำนวนครั้งของการตีพิมพ์หนังสือที่ชนะรางวัลซีไรต์ โดยเฉพาะในสายของการประกวดเรื่องสั้นและนวนิยาย-สามารถพุ่งไปได้มากกว่า หนังสือปกติหลายสิบเท่าตัว ไม่ต้องดูที่ไหนไกล หนังสือ “ความสุขของกะทิ” ของงามพรรณ เวชชาชีวะ(ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2546) ในช่วงก่อนที่จะได้รับซีไรต์ราวสองปีครึ่ง หนังสือได้รับการพิมพ์ทั้งสิ้น 5 ครั้ง ซึ่งก็ต้องนับว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นเหลือทีเดียว โดยเฉพาะในยุคสมัยที่การอ่านหนังสือไม่ใช่กิจกรรมยามว่างที่ได้รับนิยม แต่สถานการณ์แปรเปลี่ยนไปเป็นหนังคนละม้วนภายหลังหนังสือของเธอได้รับรางวัล สรุปคร่าวๆ จำนวนการพิมพ์ซ้ำของ “ความสุขของกะทิ” พุ่งไปถึงครั้งที่ห้าสิบแปดในเดือนตุลาคม ปี 2551 และเชื่อมั่นได้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังคงเดินหน้าต่อไปโดยเฉพาะเมื่อคำนึง ว่า หนังสือน่าจะได้รับอานิสงค์เพิ่มเติมจากการที่มันถูกนำไปถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์ม

ทีนี้ลองกลับมาสู่คำถามที่ทิ้งค้างไว้ข้างต้น ถ้าหากข้อมูลไม่ผิดพลาด เว้นจาก “ความสุขของกะทิ” ไปแล้ว มีหนังสืออีกเพียงสองเล่มเท่านั้นที่ได้รับการนำไปดัดแปลงเป็นหนังที่ออกฉาย ตามโรง อันได้แก่ “ลูกอีสาน” ของคำพูน บุญทวี ฉบับหนังเป็นผลงานของวิจิตร คุณาวุฒิ ออกฉายในปี 2525 และ “คำพิพากษา” ของชาติ กอบจิตติ ถูกนำไปสร้างเป็นหนังสองครั้ง ครั้งแรกเป็นงานกำกับของเพิ่มพล เชยอรุณในปี 2532 ส่วนครั้งหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ไอ้ฟัก” กำกับโดยพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ในปี 2547 แต่ข้อน่าสังเกตก็คือ ถ้าหากจะประเมินผลตอบรับในแง่ของตัวเลขรายได้โดยลำพัง สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีเรื่องไหนไปได้สวยซักเรื่องเดียว

ทั้งหมด ทั้งมวล มันสามารถสรุปได้ว่า ในขณะที่ชื่อของซีไรต์อาจใช้เพื่อการันตีความสำเร็จในทางรายได้ของผลงานด้าน วรรณกรรม แต่คงจะไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน-ถ้าหากจะบอกว่า มันไม่สามารถนำมาใช้เป็นแต้มต่อในลักษณะเดียวกับการดัดแปลงเป็นหนังได้เลย ด้วยเหตุที่กลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันเกือบจะโดยสิ้นเชิง อันที่จริง ผู้สันทัดกรณีในอุตสาหกรรมหนังไทยบางคนถึงกับแสดงความเห็นในทำนองว่า ชื่อของซีไรต์เกือบจะเป็นเหมือนของแสลงในทางการตลาด นอกจากมันจะไม่สามารถใช้เพื่อเรียกร้องเชิญชวนผู้ชมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ยังอาจถึงขั้นผลักไสไล่ส่งเลยทีเดียว และมันอาจจะเกินเลยความจริงไปไม่มากนักถ้าหากจะบอกว่า นอกจาก ‘เด็ก, สัตว์ และซีจี.’ ซึ่งคนในแวดวงหนังไทยบอกว่าเป็นของต้องห้ามแล้ว บางที-หนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ก็อาจจะต้องถูกรวมเอาไว้ด้วย (ข้อมูลล่าสุดในระหว่างที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ดูเหมือนว่า ’อาถรรพ์ซีไรต์’ ก็ยังคงไม่ถูกลบเลือน เพราะตัวเลขรายได้ของ “ความสุขของกะทิ” ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างอย่างที่น่าจะเป็น)

ด้วย เหตุนี้เอง จึงต้องให้เครดิตกับนายทุนอยู่พอสมควรที่ยอมอนุมัติให้สร้างหนังเรื่อง “ความสุขของกะทิ” ที่มีความเสี่ยงในทางการตลาดสูงยิ่งกว่าหนังผีและหนังตลกที่ระดับคุณภาพอยู่ ในขั้นน่าขายหน้าจำนวนมากซึ่งถูกสร้างและออกฉายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอใน ตลอดหลายปีที่ผ่านพ้นไป และนั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงปัญหาที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นที่ผู้สร้างหนังเรื่อง นี้จะต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันได้แก่การสร้างการยอมรับจากกลุ่มผู้อ่านซึ่งเป็นที่รู้กันว่าต่างก็ถือ สิทธิ์ในการตีความตัวหนังสือกันไปต่างๆนานา และมักจะจู้จี้จุกจิก (หรือในหลายๆกรณี-ตั้งแง่) กับการคัดเลือกนักแสดงที่จะมาสวมบทบาทที่ถูกวาดภาพในมโนนึกเอาไว้ล่วงหน้า และไหนยังจะเรื่องของการตีความตัวหนังสือและเนื้อหาให้ออกมาเป็นภาพและ เหตุการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่แฟนๆหนังสือจะยินยอมมอบฉันทานุมัติอย่างเต็มอกเต็มใจ

ไม่ ว่าใครจะว่าอย่างไร ต้องบอกว่า “ความสุขของกะทิ” ของเจนไวยย์ ทองดีนอก ไม่เพียงแค่สอบผ่านเท่านั้น หากยังได้คะแนนเกือบเต็มในแง่ของการคัดเลือกนักแสดงมาสวมบทบาทต่างๆของตัว นิยาย ตั้งแต่สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ และจารุวรรณ ปัญโญภาสในบทตากับยาย, ไมเคิล เชาวนาศัย, เข็มอัปสร สิริสุขะ, กฤษฎา สุโกศล แคลปป์และนิธิศ โค้วสกุล ในบทลุงตอง, น้าฎา, น้ากันต์ และพี่ทอง ไปจนถึงรัชนก แสง-ชูโตในบทแม่ของกะทิ แต่ก็อย่างที่คนที่ได้อ่านนิยายคงตระหนักดี การดัดแปลง “ความสุขของกะทิ” จะไม่มีวันเป็นไปได้ หรือเป็นไปได้ก็ไม่มีทางดี ถ้าหากนักแสดงที่มารับบทกะทิไม่สามารถกุมหัวใจของเรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้ชม

ต้องชื่นชมสายตาอันแหลมคมของใครก็ ตามที่คัดเลือกน้องพลอย เด็กหญิงภัสสร คงมีสุข สาวน้อยวัยสิบสองขวบมารับบทกะทิ และสามารถกล่าวได้ว่า-เป็นการค้นพบครั้งสำคัญอีกครั้งของอุตสาหกรรมหนังไทย เลยทีเดียว นอกจากเป็นที่น่าเชื่อได้ว่าผู้ชมจะไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยในบุคลิกหน้าตา และท่าทางของเธอ สาวน้อยหน้าตาสดใสยังน่าจะช่วยทำให้จินตทัศน์ของนักอ่านเกี่ยวกับตัวละครนี้ ที่เคยโพล้เพล้ขมุกขมัว แจ่มกระจ่างสว่างไสวในบัดดล แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ความสามารถในทางการแสดงของเธอที่ไม่มากหรือน้อยเกินไปซึ่งยิ่งทำให้พลังใน การถ่ายทอดและสื่อสารโลกทัศน์ที่ไร้เดียงสา แต่ทว่าอ่อนโยนและอ่อนหวานของสาวน้อยดำเนินไปราบรื่นและเป็นธรรมชาติ

อีก ส่วนที่ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และไม่อาจมองข้าม-ก็คือองค์ประกอบใน ส่วนของการสร้าง อันรวมถึงงานกำกับศิลป์, ฉาก, เสื้อผ้า และแน่นอนที่สุด งานกำกับภาพ ใครที่ได้อ่าน “ความสุขของกะทิ” คงจะมองเห็นคล้ายๆว่า หนึ่งในเสน่ห์ดึงดูดของตัวนิยายได้แก่การที่เจ้าของบทประพันธ์สามารถสาธยาย และแจกแจงบรรยากาศของฉากหลัง อันได้แก่ บ้านริมคลอง, บ้านชายทะเล และบ้านกลางเมืองได้อย่างสละสลวยวิจิตรบรรจง และเย้ายวนชวนให้คนอ่านนึกภาพตาม และทีละน้อย มันเป็นเสมือนรากฐานสำคัญของการจินตนาการความเคลื่อนไหวของตัวละคร และเนื้อหาในส่วนต่างๆของนิยาย

ในทำนองเดียวกันกับการคัดเลือกนัก แสดง องค์ประกอบทางด้านภาพและศิลปะของหนัง-ก็ทำหน้าที่ขยายความตัวหนังสือของผู้ เขียนได้อย่างสวยงามลงตัว รวมทั้งช่วยทำให้สรรพสิ่งต่างๆที่ได้รับการพรรณนามีสถานะเป็นรูปธรรมที่ สามารถจับต้องได้ชัดเจน และผลลัพธ์โดยอ้อมก็คือการที่มันช่วยให้หนังในภาพรวมมีบรรยากาศที่อบอุ่นและ ชวนให้รื่นรมย์

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่สร้างปัญหาให้กับตัวหนังอยู่พอสมควรได้แก่งานในส่วนของบทหนังนั่นเอง จริงๆแล้ว การที่ตัวหนังพยายามรักษาอรรถรสและกรอบในการเล่าของบทประพันธ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะการแบ่งการเดินเรื่องเป็นห้วงๆ หรือเป็นบทย่อยๆ และแต่ละบทย่อยๆนั้นถูกกำกับไว้ด้วยข้อความที่เป็นการทิ้งเงื่อนงำเกี่ยวกับ ‘แม่’ ของกะทิผู้ซึ่งหายตัวไปจากชีวิตของสาวน้อยอย่างไร้ร่องรอย มีส่วนช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมได้อย่างน่าติดตาม และดูเหมือนว่าการเฝ้าคอยการคลี่คลายเนื้อหาในส่วนนี้-ก็เพิ่มระดับความน่า ตื่นเต้นมากขึ้นทุกที

แต่เนื้อหาในส่วนหลังจากที่ปมปริศนาเกี่ยว กับแม่ได้รับการคลี่คลาย กลับไม่สามารถรักษาระดับความเข้มข้นได้อย่างทัดเทียม จริงๆแล้ว ในตัวนิยาย หลังจากผู้อ่านได้รับการแจกแจกถึงเหตุผลที่แม่ของกะทิจำต้องยินยอมให้ลูก น้อยของเธอไปจากอ้อมอกและใช้ชีวิตอยู่กับตายายจนเจ้าตัว ‘จำหน้าแม่ไม่ได้’ เส้นกราฟในการเดินเรื่องก็ไม่ได้โค้งต่ำลงแต่อย่างใด เพราะเรื่องราวภายหลังจากที่แม่ของกะทิไม่อยู่แล้ว กลับช่วยขยายอีกมิติของการรับรู้ให้ทั้งกับคนอ่านและตัวกะทิเกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่อยู่ก่อนหน้าเนื้อเรื่องที่ได้รับการบอกเล่า ตลอดจนสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตของตัวละคร รวมทั้งมันขมวดตัวมันเองด้วยความน่าตื่นเต้นเล็กๆเกี่ยวกับ ’การเลือก’ ของกะทิ ซึ่งมันบ่งบอกโดยอ้อมว่าในที่สุด สาวน้อยก็ก้าวพ้น(ในระดับหนึ่ง)จากการที่มีผู้ใหญ่คอยคิดแทน และเติบโตขึ้นตามประเพณีการเดินเรื่องในแบบที่เรียกว่า coming-of-age นั่นเอง

เนื้อหาดังกล่าวยังคงอยู่ในหนังครบถ้วนกระบวนความ แต่มันกลับถูกถ่ายทอดโดยขาดน้ำหนัก, ไม่ได้สัดส่วนและจังหวะจะโคน และหลายครั้งหลายครา บทเจรจาของตัวละคร-นอกจากจะขาดความราบรื่นและเป็นธรรมชาติ มันยังมีลักษณะของการบีบบังคับและยัดเยียดอย่างน่าเสียดาย และมันส่งผลให้ ‘องค์ที่สาม’ ของหนังสูญเสียพลังในการโน้มน้าวชักจูงไปเยอะ

แต่ กล่าวในท้ายที่สุดแล้ว “ความสุขของกะทิ” ก็ยังคงเป็นหนังไทยที่สามารถเผื่อแผ่และเจือจานความอิ่มเอิบและความน่า ประทับใจให้กับผู้ชมได้อย่างถ้วนหน้าจริงๆ และข้อบกพร่องก็นับเป็นส่วนปลีกย่อยที่สามารถมองข้ามไปได้เมื่อคำนึงถึงความ ตั้งอกตั้งใจ เจตนารมณ์อันดีงาม ตลอดจนความสามารถของผู้สร้างในการทำให้ตัวหนังสือของผู้เขียน-ดูมีชีวิตและ จิตวิญญาณ และข้อสำคัญ การตีความในส่วนต่างๆที่นอกจากไม่ขัดความรู้สึกแล้ว ยังเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับภาพที่นักอ่านทั้งหลายวาดไว้อย่างชนิดที่ไม่ใช่ เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายดาย

และอีกครั้งหนึ่งที่ต้องกล่าวชื่นชม สาวน้อยที่สวมบทบาทที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง และเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดทั้งหนังสือและหนังขึ้นมา ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า สำหรับนักแสดงที่ไม่มีประสบการณ์ เธอฉายแสงเจิดจรัสเหลือเกิน และในขณะที่ตัวละครกะทิเป็นเสมือนแก้วตาดวงใจของผู้เป็นแม่และญาติสนิทมิตร สหายของเธอ น้องพลอยก็เป็นเสมือนอัญมณีล้ำค่าของหนังเรื่องนี้และของผู้ชมเช่นเดียวกัน

และนั่นทำให้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่พวกเราจะพากันตกหลุมรักสาวน้อยอย่างพร้อมเพรียง

*ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร สตาร์พิคส์ คอลัมน์ ดูหนังในหนังสือ















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab