ความจำสั้น แต่รักฉันยาว (2552) รักครั้งใหม่ หัวใจดวงเดิม
26/06/09 (By: ประวิทย์ แต่งอักษร)

กำกับ-ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้แสดง-อารักษ์ อมรศุภสิริ, ญารินดา บุนนาค, ศันสนีย์ วัฒนานุกูล, กฤษณ เศรษฐธำรง

มันอาจจะฟังเหมือนกับเป็นการพูดแบบกำปั้นทุบดิน แต่ “ความจำสั้น แต่รักฉันยาว” ของคุณยงยุทธ ทองกองทุน เป็นหนังที่มีตราประทับของความเป็น ‘จีทีเอช’ อยู่ในแทบทุกอณูของแผ่นฟิล์ม และข้อสำคัญ ผู้ชมที่จัดเจนสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลและอย่างแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องโชว์โลโก้ที่เป็นรูปลูกเต๋าสามลูกกลิ้งโค่โร่มาเรียงตัวกันอย่างไม่เป็นธรรมชาติ (ราวกับเกมพนันที่เจ้ามือล็อคผลไว้ล่วงหน้า) 

ส่วนที่นับว่าน่าทึ่งก็คือ ‘จีทีเอช’ เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมาได้เพียงแค่ห้าปีโดยประมาณ แต่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านี้ มันไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่มีผลประกอบการที่ผู้คนในอุตสาหกรรมหนังไทยล้วนแล้วต้องหันมาเหลียวมอง หากชื่อของบริษัทยังมีสถานภาพที่ไม่ต่างไปจากสินค้า ‘แบรนด์เนม’ ที่ผู้บริโภคไม่เพียงสามารถนึกออกและจดจำ แต่ยังแทบจะบอกได้ด้วยซ้ำว่า หนังที่ถูกผลิตภายใต้สังกัดนี้-มักจะมีโฉมหน้าเป็นอย่างไร เนื้อหาประมาณไหน รสชาติโดยรวมเป็นอย่างไร สื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มใด สะท้อนวิธีคิด ทัศนคติและความเชื่อลักษณะใด 

บริษัทสหมงคลฟิล์มที่ก่อตั้งมาเกือบสี่สิบปี หรือราวๆสองในสามของอายุของเสี่ยเจียง และผลิตหนังไทยอย่างยาวนาน-ยังไม่มีทิศทางหรือตัวตนหรือลายเซ็นชัดเจนขนาดนี้ 



ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ตราประทับยี่ห้อ ‘จีทีเอช’ คลับคล้ายว่าจะใหญ่กว่ายี่ห้อของผู้กำกับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งตามที่ผมเคยได้ยิน-ซึ่งอาจจะผิด ผู้กำกับไม่ได้มีอำนาจสิทธิ์ขาดหรือในท้ายที่สุดเสมอไป และการปรับเปลี่ยนแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการหรือความพึงพอใจของผู้บริโภค-เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา (ไม่รู้ว่าเป็นด้วยเหตุผลนี้หรือไม่อย่างไร คนทำหนังที่มีความเป็นตัวเองสูงๆ อาทิ ยุทธเลิศ สิปปภาค ผู้กำกับหนังเรื่อง “รัก/สาม/เศร้า” หรือคงเดช จาตุรันตรัศมี ผู้กำกับ “กอด” มักจะไปได้ไม่ค่อยสวยนักกับการทำหนังภายใต้ค่ายนี้) 

คำถามก็คือ อะไรคือตราประทับของ ‘จีทีเอช’ 

แน่นอนว่า คำที่ใช้กันจนเกร่อ-ก็คงจะหนีไม่พ้นคำว่า ‘feel good’ หรือหนังที่หยิบยื่นความรู้สึกผ่องแผ้วเบิกบานให้กับผู้ชม กระตุ้นเร้าให้ผู้ชม ‘รู้สึกดี’ กับตัวเองและคนรอบข้าง มองโลกด้วยสายตาของคนที่มีความหวังและความฝันอันสวยสดงดงาม (ทั้งๆที่จริงๆแล้ว หลายเรื่องก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น และหนังที่ประสบความสำเร็จทางรายได้จำนวนหนึ่งก็เป็นหนังแนวสยองขวัญสั่นประสาทที่ถ้าหากจะมีใครที่ feel good ก็น่าจะเป็นบรรดาภูตผีมากกว่าคน) แต่มากไปกว่านั้นก็คือ มัน ‘ดูเหมือน’ ว่าหนังภายใต้เบ้าหลอมของ ‘จีทีเอช’ มีระบบการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพตามแบบมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรม หมายความว่าหนังโดยรวม-ถูกสร้างภายใต้การคิดคำนวณและวางแผนในองค์ประกอบต่างๆ ตั้งแต่บทหนัง(ที่มักจะมีจุดขายและจุดแข็ง ตลอดจนไอเดียสร้างสรรค์ที่ทะลุทะลวง), งานสร้าง ไปจนถึงการวางแผนด้านการตลาด-อย่างรัดกุม และผู้ควบคุมการผลิต(ซึ่งอาจไม่ใช่ผู้กำกับ)สามารถทำการ ‘คิวซี’ ได้ในทุกขั้นตอน 

ข้อดีก็คือ หนังภายใต้โลโก้ลูกเต๋าสามลูกนี้มักจะมีคุณภาพทั้งในส่วนของศิลปะการนำเสนอและงานสร้างในระดับที่น่าพึ่งพอใจ ผู้ชมสามารถฝากผีฝากไข้ได้ และน้อยครั้งมากที่ผู้ชมจะได้เห็นผลลัพธ์ในแบบสุกเอาเผากิน แต่ข้อด้อยก็คือหนังของจีทีเอชมักจะไม่ค่อยอ้าแขนต้อนรับหนังที่ไม่ประนีประนอม หนังที่ชักชวนให้ผู้ชมก้าวไปสู่อาณาเขตใหม่ๆของความคิดและจินตนาการ หนังที่นอกจากไม่เอาอกเอาใจ ยังเรียกร้องเอาจากผู้ชมต่างๆนานา หรือพูดง่ายๆ หนังที่ทำตัวหยอกเย้ากับหายนะในการลงทุน (อย่างเช่น “แสงศตวรรษ” หรือ Wonderful Town) 

ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เอง “ความจำสั้น.” ของคุณยงยุทธ-จึงเป็นหนังในแบบที่กล่าวไว้ตอนต้นนั่นเอง มีตราประทับของความเป็น ‘จีทีเอช’ ที่มุ่งสื่อสารกับผู้บริโภคหลักอันได้แก่คนหนุ่มสาวที่เป็นชนชั้นกลางในเมือง-ซึ่งมีทั้งฐานะ, ระดับการศึกษาและรสนิยมในการใช้ชีวิตพอสมควร (หมายถึงพวกที่เล่นไฮไฟว์, ออนเอ็ม และเวลาส่วนหนึ่งในชีวิตหมดไปกับการแช็ท) มันเป็นหนังที่ผ่านกระบวนการคำนวณทั้งในแง่ของกระบวนการทางด้านการตลาดและความคิดสร้างสรรค์มาอย่างถี่ถ้วนและครอบคลุม และมีเหตุให้เชื่อได้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว นอกจากมันจะทำให้ผู้ชมมีความสุขขณะเดินออกจากโรง มันจะเป็นหนังที่ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ในแง่ของการทำเงิน ด้วยความที่มันถูกออกแบบตัดเย็บมาให้พอดิบพอดีกับความต้องการของผู้บริโภคตามเป้าหมายหลักโดยรวม 

กล่าวอย่างรวบรัด จุดแข็งที่สุดของ “ความจำสั้น.” ก็คือมันเป็นหนังที่ดูง่าย เข้าใจง่าย และไม่มีอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่นั่นเป็นคนละความหมายกับการเป็นหนังที่เดินเรื่องอย่างเซ่อซ่า ทื่อมะลื่อ และปราศจากชั้นเชิง ตรงกันข้าม มันสอดแทรกปฏิภาณไหวพริบ อารมณ์ขัน ตลอดจนการเปรียบเทียบและเปรียบเปรยไว้อย่างเฉลียวฉลาดและแยบยล หลายครั้งหลายครา ลำพังเพียงแค่ได้ฟังการโต้ตอบระหว่างตัวละคร-ก็ต้องนึกชมคนเขียนไดอะล็อคที่ช่างสรรหาวิธีพูดได้คมคายและสะท้อนถึงความละเอียดและอ่อนไหวทีเดียว และยิ่งมันถูกถ่ายทอดโดยนักแสดงหลักซึ่งเป็นหนุ่มหล่อสาวสวยและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทั้งสองคน ซึ่งสวมบทบาทได้อย่างราบรื่นและเข้าขากัน มันก็ยิ่งทำให้บรรยากาศของการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตัวละครและเรื่องราวไม่แตกต่างไปจากการไปปิกนิกในทุ่งโล่งกว้างที่สายลมเย็นพัดโชย 

อีกแง่มุมหนึ่งที่นับว่ามีส่วนช่วยให้การดูหนังเรื่องนี้-เป็นการพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ก็ตรงที่มันเลือกที่จะเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้ในแบบพาฝัน หนังที่พาผู้ชมหลีกลี้หนีจากโลกของความเป็นจริง ไปสู่โลกที่นอกจากไม่มีตัวร้ายแล้ว ทุกคนยังหยิบยื่นความห่วงหาอาทร และปรารถนาดีให้แก่กัน แม้กระทั่งหมา-ก็ยังแสนรู้ น่ารัก เป็นมิตร และจิตใจดีงาม 

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มันเป็นโลกใบที่แตกต่างจากที่เราอาศัยอยู่โดยสิ้นเชิง ไม่มีความฝืดเคืองในทางเศรษฐกิจ หรือความขัดแย้งในทาง
การเมือง รวมทั้งโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์-ก็ยังไม่ใช่เรื่องน่าหวาดกลัว (ดังจะเห็นได้จากการที่ตัวละครแสดงออกถึงการรับสภาพด้วยกำลังใจที่ดีเยี่ยม) และเรื่องยุ่งยากที่สุดในชีวิตของตัวละครหลักทั้งสี่คน-ก็คือ พวกเขาจะค้นหาหนทางเริ่มต้นรักครั้งใหม่ของพวกเขาได้อย่างไร ภายใต้อุปสรรคและปมขัดแย้งที่แตกต่างกัน และแน่นอน ท่ามกลางการเอาใจช่วยของผู้ชมที่มองเห็นคำตอบของโจทย์สมการนี้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก 

นักแสดงคนหนึ่งที่นับได้ว่าเปล่งประกายฉายแสงทีเดียว-ก็คือ คุณญารินดา บุนนาค ไม่รู้ว่าเธอหายไปไหนมา และทำไมเพิ่งจะมาเล่นหนังเอาป่านนี้ แต่ก็ต้องถือว่าเธอถ่ายทอดบทบาทของสาวนักจัดสวนมาดเท่ที่ยังสลัดรักครั้งแรกไม่หลุด-ได้อย่างเป็นธรรมชาติและโน้มน้าวชักจูง ทั้งๆที่ในแง่ของแคแร็คเตอร์ตัวละครแล้ว มันไม่ค่อยจะน่าเชื่อซักเท่าใด และแม้ว่าการแสดงในฉากยากๆของเธอยังอาจจะดูเค้นไปซักนิด แต่โดยรวมแล้ว ต้องบอกว่าเธอไปได้สวยสดงดงามกับบุคลิกที่ได้รับ และมากไปกว่านั้นก็คือ มันทำให้เราอยากเห็นเธอเล่นในบทบาทอื่นๆ และตั้งความหวังว่า บางที-เธออาจจะหันมาเอาดีทางด้านการแสดง 

สรุปในที่สุดแล้ว “ความจำสั้น.” เป็นหนังที่ออกฉายในช่วงจังหวะที่เหมาะสมทีเดียว หมายความว่าในสภาวะที่คนในสังคมตั้งหน้าตั้งตาทะเลาะเบาะแว้งกัน และภัยคุกคามจากความถดถอยของเศรษฐกิจโลกก็ช่างเขย่าขวัญซะเหลือเกิน รวมทั้ง ’ความรู้สึกดีๆ’ ก็เริ่มเป็นอะไรที่ผู้คนไม่ค่อยหยิบยื่นให้แก่กัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่เลวเลย ถ้าหากหนังซักเรื่องจะสามารถทำให้ความทุกข์ร้อนเหล่านั้น-ถูกลืม แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วครู่ยาม และ ”ความจำสั้น.” ก็ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างเด็ดเดี่ยว, ห้าวหาญและน่าชื่นชม 

ประการสำคัญ มันเป็นหนังเกือบสองชั่วโมงแห่งความสนุกสนานและเพลิดเพลิน รวมทั้งช่วยให้ผู้ชมหวนกลับมาเผชิญโลกของความเป็นจริงด้วยความรู้สึกสว่างไสวและเบิกบาน

ตีพิมพ์ครั้งแรก ในนิตยสารสีสัน















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab