“โอเค เบตง” (2546) จักรยานชีวิต
02/11/09 (By: ประวิทย์ แต่งอักษร :สตาร์พิคส์ – REPLAY)

 ทั้งๆที่ระยะเวลาห่างกันเพียงแค่ราว 5 ปี แต่การได้ดูหนังเรื่อง “โอเค เบตง” ของคุณนนทรีย์ นิมิบุตร อีกครั้งในช่วงเวลาปัจจุบัน กลับให้ความรู้สึกและความหมายที่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งแรกที่ออกฉายในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2546 อย่างมากมายมหาศาลทีเดียว

หมายความว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในสามหรือสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้-ในตอนนั้น อยู่ห่างไกลจากการรับรู้ของคนไทยทั้งประเทศ หรืออย่างน้อย มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาในลำดับต้นๆที่สร้างความห่วงกังวลให้กับผู้คนโดยทั่วไป แต่ทว่าหลังจากวันที่ 4 มกราคม ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่ “โอเค เบตง” ยังคงอยู่ในโปรแกรมฉายของโรงภาพยนตร์ และเป็นเสมือนวัน ‘ดีเดย์’ ของการก่อการร้ายระลอกใหม่ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน สายตาของคนไทยโดยทั่วไปต่อปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้-ก็แปรเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะถึงแม้ว่าข่าวคราวการสร้างความปั่นป่วนยุ่งเหยิงของกลุ่มโจรใต้หลากหลายองค์กรและสายพันธุ์-จะมีมาช้านานนับสิบๆปี (หรือร่วมร้อยปี) แต่อาจกล่าวได้ว่า ไม่เคยปรากฏว่ามีครั้งไหนในประวัติศาสตร์สยามประเทศของเรา หรืออย่างน้อยก็ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านพ้นไป-ที่ระดับความรุนแรงจะแผ่ขยายไปทั้งในทางกว้างและทางลึกอย่างดุเดือดเลือดพล่านและน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ (แม้ว่าจากคำบอกเล่าของคนท้องถิ่น-จะบอกเป็นเสียงคล้ายคลึงกันว่า สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ได้รับโหมกระพือผ่านสื่อสารมวลชน) แย่ไปกว่านั้นก็คือ วี่แววของความบรรเทาเบาบางของปัญหา-ก็เหมือนกับอยู่ในแกแล็คซี่อันแสนห่างไกล

ด้วยเหตุนี้เอง ภายใต้เงื่อนไขทางด้านกาลเวลาที่แปรเปลี่ยนไป “โอเค เบตง” กลายเป็นหนังที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มองเห็นพื้นเพและภูมิหลัง ตลอดจนสภาพของปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทีเดียว อย่างน้อยที่สุด-ก็ในแง่ความแตกต่างในทางเชื้อชาติ, ศาสนา, วัฒนธรรม ตลอดจนบรรยากาศอันเจือจางของความรู้สึกของการเป็น “พวกเขา-พวกเรา” ระหว่างชาวไทยพุทธกับชาวไทยมุสลิม-ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอยู่จริง (ดังจะสังเกตได้จากอากัปกิริยาและคำพูดคำจาของตัวละครหลายคน) และต้องแสดงความชื่นชมผู้สร้างที่ถ่ายทอดแง่มุมอันละเอียดอ่อนและเปราะบางนี้ได้อย่างแยบยล และสะท้อนถึงความปรารถนาที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดในกลุ่มคนที่อาจจะมาจากต้นกำเนิดและพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน

 หนังเปิดเรื่องด้วยข้อความสั่งสอนของท่านพุทธทาสที่เป็นภาษาบาลี และได้รับการแปลไว้เป็นภาษาไทยว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” ซึ่งต้องบอกว่าวิธีการดังกล่าวของคนทำหนังมีทั้งข้อดีและข้อเสียในคราวเดียวกัน ข้อดีก็คือ มันคล้ายๆกับเป็นการตั้งเข็มทิศให้ผู้ชมได้อาศัยเป็นแนวทางในการติดตามเนื้อหาอย่างมีเป้าหมายชัดเจน และรู้ว่าหนังกำลังจะมุ่งไปในหนทางใด ทว่าข้อเสียก็คือ เป็นเรื่องหักห้ามไม่ได้ที่ผู้ชมจะรู้สึกถึงการพยายามชี้นำของคนทำหนัง ตลอดจนการวางกรอบความคิดที่ตายตัว-ซึ่งอาจมองได้ว่าไม่มีความจำเป็น

 ไม่ว่าจะอย่างไร หนังเริ่มต้นปูพื้นเรื่องและบอกเล่าข้อมูลเบื้องต้นให้ผู้ชมได้รับรู้ได้อย่างกะทัดรัด ทว่าครอบคลุม และภาพแทนสายตาตัวละครซึ่งเป็นเทคนิคที่หนังใช้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง-ก็ช่วยให้เราตระหนักได้ทันทีว่า มุมมองหลักที่ผู้ชมจะได้อาศัยเป็นหน้าต่างในการมองโลกที่ถูกบอกเล่าในหนัง-เป็นของตัวพระธรรม (ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง) พระจากวัดป่าทางตอนเหนือ(หรืออีสาน) ที่บวชเรียนตั้งแต่ยังเล็กๆ และอยู่ในโลกของศาสนามาตลอดทั้งชีวิต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาแทบจะไม่ประสีประสากับความเป็นไปในทางโลก ซึ่งอันที่จริง มันก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพระหนุ่มจากวัดป่ารูปนี้แต่อย่างใด

 แต่แล้ว โลกอันสงบเงียบและสงบนิ่งของพระธรรม-ก็มีอันต้องพังครืนลงไปต่อหน้าต่อตา หลังจากที่เขาได้รับข่าวร้ายจากแดนใต้-ว่า พี่จันทร์หรือเจน (รำเพย ยิ้มแย้ม) พี่สาวของเขาเสียชีวิตกะทันหันจากเหตุผู้ก่อการร้ายลอบวางระเบิดรถไฟในระหว่างที่เธอกับเพื่อนๆกำลังมุ่งหน้ามาทอดผ้าป่า ณ วัดที่พระน้องชายปฏิบัติธรรม และนั่นเป็นเหตุเขาต้องเดินทางยาวไกล (ในสภาพที่เรียกได้ว่าสะบักสะบอม) ด้วยสารพัดยานพาหนะ-จากตอนเหนือของประเทศ ลงไปยังเมืองที่อยู่ใต้สุด นั่นคือก็คือเบตง ซึ่งเป็นสถานที่ที่พี่สาวของเขาเปิดร้านเสริมสวยและตั้งรกรากถิ่นฐาน-เพื่อมาร่วมงานศพ ตลอดจนจัดการธุระปะปังทั้งหลายในฐานะญาติที่หลงเหลืออยู่เพียงคนเดียว

สองในหลายธุระที่พี่จันทร์ทิ้งไว้ให้อย่างไม่ได้เจตนา-ก็คือ กิจการร้านเสริมสวยซึ่งว่าไปแล้ว มันก็สามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวมันเอง อีกหนึ่งก็คือ มารีอา (เด็กหญิงสรัญญ่า เครื่องสาย) ลูกสาววัย 7 ขวบที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดเช่นกันและต้องเข้าเฝือก และกลายเป็นว่าต้องมาอยู่ในความดูแลของพระธรรมโดยปริยาย เพราะว่าพี่จันทร์เลิกร้างกับกาเซ็ม พ่อชาวมาเลเซียของมารีอา-มาเนิ่นนานพอสมควรแล้ว และข้อสำคัญก็คือ ผู้ชมได้รับรู้จากคำบอกเล่าของพี่วงศ์ (พิภูษณ วิจิตรวงศ์เจริญ) หนุ่มใหญ่เจ้าของคาเฟ่ที่แม้จะไม่ใช่ญาติ แต่ก็คอยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ราวกับเป็นญาติ-ว่า กาเซ็มไม่เคยมาส่งเสียหรือดูแลหรือไปมาหาสู่กับลูกสาวตัวน้อยแต่อย่างใด กระทั่งตัวมารีอาเองก็ถึงกับเอ่ยปากให้ได้ยินไม่น้อยกว่าสองครั้งสองคราว่า เธอไม่แน่ใจว่าพ่อจะจำหน้าเธอได้หรือไม่

 ทั้งหลายทั้งปวง มันจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ในที่สุด พระธรรมต้องอำลาสมณเพศ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะของฆราวาส-ซึ่งกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่ามันเป็นโลกที่ตัวเขาแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง และเนื้อหาที่อยู่ถัดจากนี้-ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการผจญภัยในวิถีแห่งโลกียะหรือโลกที่ห่อหุ้มไว้ด้วยกิเลสตัณหาราคะของธรรม ซึ่งความยากลำบากอยู่ตรงที่การที่ตัวเขาไม่มีร่มกาสาวพัสตร์ ไม่มีวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์คอยเป็นเกราะคุ้มครองป้องกัน ความเสี่ยงต่อการต้องยอมจำนนให้กับบรรดา ‘หมู่มาร’ ที่คอยมาผจญซึ่งแต่ละอนงค์นางล้วนแล้วหน้าตาแฉล้มแช่มช้อย-ก็นับได้ว่าสูงเหลือเกิน

สังเกตในเชิงเปรียบเทียบได้อย่างง่ายดายที่สุด-ก็คือตอนที่ธรรมยังเป็นพระ บรรดาสาวๆคาเฟ่ทั้งหลายที่เป็นลูกค้าร้านเสริมสวยของพี่จันทร์-ซึ่งนั่งรถตู้มาจากฌาปนกิจสถานด้วยกัน ล้วนอยู่ในอาการสำรวม ไม่มีซักคนเดียวที่กล้าตอแยหรือพูดจาแทะโลมในทางหนึ่งทางใด เพราะน้องๆเหล่านั้นล้วนตระหนักดีว่าพระธรรมกับพวกเธออยู่กันคนละโลก แต่ในทันทีที่สถานะของการเป็นนักบวชของเขาสิ้นสุดลง รูปการกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มีงานด้านภาพอยู่ช็อทหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ ‘ลางบอกเหตุ’ ให้กับธรรม(และผู้ชม)ได้รู้ก่อนล่วงหน้าว่า ชีวิตของเขาจะต้องพานพบกับอะไรภายหลังสลัดผ้าเหลือง ก็คือช็อทแรกสุดหลังจากที่ธรรมลาสิกขาบทนั่นเอง มันเริ่มต้นด้วยการจับภาพลองช็อทขององค์พระขนาดใหญ่ประจำเมืองเบตงก่อนที่กล้องจะเคลื่อนลงมาหยุด(พร้อมกับเปลี่ยนระยะชัด)ที่ตัวธรรมที่อยู่ในชุดขาว เขายืนหันหลังให้กับองค์พระ(หรืออีกนัยหนึ่ง หันหลังให้กับโลกของศาสนา) สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความห่วงกังวล จากนั้นเขาก็เดินจากมาเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นรถตู้ของพี่วงศ์ที่จอดรอ-ซึ่งกล้องก็เคลื่อนที่เร็วไปรออยู่ก่อนแล้ว และในทันทีที่ประตูรถตู้เปิดออก สาวๆคาเฟ่ก็โผล่พรวดออกมากรี๊ดกร๊าดต้อนรับในสภาพที่ไม่แตกต่างจากหมาป่าที่กำลังหิวโซ และบังเอิญได้เจอลูกแกะที่น่าสงสารเดินโซซัดโซเซผ่านเข้ามา

ไม่ว่าจะอย่างไร โลกของสามัญชน-ก็ไม่ได้มีแต่เรื่องของเซ็กซ์หรือตัณหาราคะเพียงอย่างเดียว แต่มันรวมถึงเรื่องของความรัก, ความห่วงหาอาทรและความผูกพัน และไม่ว่าธรรมจะเห็นว่ามันเป็นข้อดีหรือไม่ แต่ในฉากที่มารีอาซึ่งนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล-เอื้อมมือไปจะจับมือธรรมในตอนที่ยังเป็นพระด้วยหวังจะแสวงหาการปลอบประโลม หลังจากที่หนูน้อยได้รู้ว่าเขาเป็นน้องชายของแม่ หรืออีกนัยหนึ่ง คนที่ตกที่นั่งเดียวกัน และนั่นคือคนที่สูญเสียคนที่เกี่ยวดองกันในทางสายเลือด ทว่าพระธรรมกลับกระถดมือหนี เพราะเป็นที่รู้กันว่า ผู้หญิงไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อยแค่ไหน-ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้สัมผัสเนื้อตัวของพระ มันกลายเป็นฉากที่น่าเวทนาและชวนให้สะเทือนอารมณ์ ยิ่งมันเชื่อมต่อด้วยเหตุการณ์ในฉากถัดมาที่หนูน้อยมารีอาได้แต่นั่งกอดรูปภาพของแม่เจน(พี่จันทร์) และพระธรรมซึ่งยืนอยู่ข้างๆ-ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรได้ มันก็ยิ่งตอกย้ำความอ้างว้างเดียวดายและการถูกทอดทิ้งของหนูน้อยให้ยิ่งแจ่มชัดเป็นทวีคูณ และทีละน้อย มันคงจะทำให้ธรรมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า การที่ตัวเขายังฝืนที่จะเป็นพระต่อไป-ไม่น่าจะเป็นไอเดียที่ดี และถึงแม้ว่าการสึกของธรรม-จะนำพาให้เขาต้องเผชิญกับโลกภายนอกอันแสนปั่นป่วนยุ่งเหยิงและวุ่นวาย แต่อย่างน้อย การที่หลานสาวตัวน้อยสามารถโผเข้ากอดน้าชาย โดยที่ไม่มีผ้าเหลืองมาคอยเป็นอุปสรรคขวางกั้น-มันก็ช่วยให้การรับมือกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของทั้งสองคนเป็นเรื่องทุเลาเบาบาง และการช่วยกัน ‘เก็บชิ้นส่วนที่แตกร้าว’ ก็ลดทอนความยากเย็นลงไป

ในขณะที่บรรดาสาวๆจากคาเฟ่ของพี่วงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฟิร์น (สรวงสุดา ศรีธัญรัตน์) นักร้องสาวที่สถาปนาตัวเองเป็นแฟนของธรรมโดยไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ช่วยกันทำทุกวิถีทางให้พระเอกของเราหันหลังให้กับแสงสว่างแห่งธรรมและกระโจนเข้าสู่เส้นทางแห่งเนื้อหนังมังสาเต็มตัว ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่าการร่วมไม้ร่วมมือของพวกเธอได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่คนที่สั่นคลอนความรู้สึกของธรรมอย่างรุนแรงจริงๆ-ก็คือหลิน (จีรนันท์ มะโนแจ่ม) หญิงสาวลูกครึ่งไทยจีนที่เป็นเพื่อนบ้าน และคอยให้ความเอื้อเฟื้อมารีอา โดยเฉพาะการช่วยขับรถจักรยานยนต์คอยรับส่งหนูน้อยไปกลับโรงเรียน และความสัมพันธ์ที่งอกเงยระหว่างคนทั้งสองก็พัฒนาไปสู่การตกหลุมรักอย่างชนิดถอนตัวไม่ขึ้นของธรรม
ความฉลาดหลักแหลมอย่างหนึ่งของหนัง โดยเฉพาะในส่วนของการเขียนบท-ก็คือการแทรกฉากที่ธรรมพูดคุยกับตัวเองหน้าตู้กระจกเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งจุดมุ่งหมายเป็นไปเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวละครได้ตรวจสอบสภาพจิตใจของตัวเอง และยิ่งเวลาผ่านไป มันก็มองเห็นได้แจ้งชัดว่า ดีกรีความว้าวุ่นสับสนของตัวละคร-ก็พลุ่งพล่านอย่างน่าตื่นตา หากทว่าพร้อมๆกันนั้นเอง เนื้อหาในส่วนดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นเหมือนกับการ ‘อัพเดท’ สถานการณ์ล่าสุดให้ผู้ชมได้รับรู้ว่าเส้นทางที่ธรรมก้าวเดิน มันหักเหและเฉไฉจาก ‘ค่าเริ่มต้น’ ไกลออกไปทุกที และข้อสำคัญ โลกใบใหม่ที่เขากำลังว่ายวน-ช่างเต็มไปด้วยความเย้ายวนชวนให้เดินพลัดหลงเข้าไปเหลือเกิน

ในระหว่างที่ธรรมกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการต้องเลือกระหว่างชีวิตในทางโลกย์กับชีวิตในทางธรรม หรืออย่างน้อย แสวงหาหนทางให้ชีวิตทั้งสองส่วนนี้อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ตัวละครอีกอย่างน้อยสองคนก็อยู่ในภาวะต้องเลือกเช่นกัน คนหนึ่งก็คือมารีอา ผู้ซึ่งกำลังต้องเจอกับความไม่แน่นอนว่า เธอควรจะอยู่ในความดูแลของน้าธรรมต่อไป ซึ่งผู้ชมคงวินิจฉัยได้แล้วว่า ลำพังตัวเขาเองก็ยังควบคุมให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบร้อยไม่ค่อยจะได้ หรือย้ายไปอยู่กับกาเซ็ม ผู้เป็นพ่อที่มาเลเซียที่ในตอนแรก ก็ยินยอมมอบสิทธิ์ในการเลี้ยงดูให้กับธรรม ทว่าในเวลาต่อมา-ก็กลับลังเล
อีกคนก็คือหลินที่รักอยู่กับหนุ่มมุสลิมที่ชื่อฟารุก (อรรถพร ธีมากร) และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมเนื้อเตรียมตัวเข้ารีตนับถืออิสลาม ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องจากมุมมองของธรรม ผู้ชมเลยพลอยถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปร่วมรับรู้เรื่องส่วนตัวของหลิน และได้แต่เฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวผ่านสายตาของธรรมจากไกลๆ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่พอจะสรุปได้ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างหลินกับฟารุก-น่าจะกระท่อนกระแท่นเอาการ ดังจะเห็นได้จากหลายครั้งหลายคราที่หญิงสาวคุยโทรศัพท์มือถือในลักษณะทุ่มเถียงกับอีกฝ่ายที่อยู่ปลายทาง และครั้งหนึ่ง เธอก็สารภาพออกมาให้ได้ยินตรงๆ

ทว่าในขณะที่ผู้ชมแอบเชียร์ให้หลินหันมาเลือกธรรม ซึ่งนอกจากเขาจะเป็นคนที่ไม่มีพิษมีภัยและจิตใจงดงามแล้ว ยังเป็นตัวละครที่เราผูกพัน อีกทั้งในทางกลับกัน ผู้ชมแทบไม่แคร์อะไรเกี่ยวกับฟารุก ผู้ซึ่งเราไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาและเป็นตัวละครที่อยู่ในเงามืดตลอดเวลา (อาจจะเป็นเพราะความที่เขาเป็นมุสลิม และมันทำให้เขาเหมือนกับไม่มี ‘ที่ทาง’ ในสังคมของชาวพุทธ แย่ไปกว่านั้นก็คือ ธรรมยังถูกทำให้เข้าใจว่าฟารุกเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดรถไฟขบวนที่ทำให้พี่จันทร์ต้องตาย) แต่ในที่สุด หญิงสาวก็กลับเลือกในหนทางที่สวนกับความคาดหวังของทั้งธรรมและผู้ชม และแน่นอนว่า มันย่อมเป็นสภาวะอันสุดแสนทานทนสำหรับธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงว่าฟารุกไม่เพียงแค่แย่งคนรักของเขาไป หากยังได้ชื่อว่าเป็นคนฆ่าพี่สาวอย่างเลือดเย็น สมมติว่าจะมีช่วงไหนในชีวิตการเป็นฆราวาสของธรรมที่ตัวเขาถูกทดสอบ ‘จุดแตกหัก’ ครั้งมโหฬาร มันก็สมควรจะได้แก่ครั้งนี้นี่เอง

 อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะบอกว่าหนังเพิกเฉยต่อการอธิบายความเป็นมาเป็นไปของฟารุกโดยสิ้นเชิงก็คงจะผิดความจริง แม้ว่าบทบาทของเขาจะค่อนข้างน้อย แต่การปรากฏตัวของเขาก็นับว่ามีความหมายสำคัญ บทสนทนาระหว่างหลินกับฟารุกในถ้ำที่ฝ่ายหลังหลบซ่อนตัว-ช่วยให้ผู้ชมสามารถสรุปได้อย่างหนึ่งว่า ฟารุกอยู่ในขบวนการต่อสู้กับฝ่ายรัฐตาม ‘อุดมการณ์’ ของเขาจริง ซึ่งถึงแม้หนังจะไม่ได้บอกตรงๆว่าคืออะไร มันก็อาจจะอนุมานได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน หรืออย่างน้อย การเรียกร้องความเป็นธรรมที่ภาครัฐเหมือนกับไม่เคยมอบให้นั่นเอง อีกทั้งประโยคคำพูดของหนุ่มมุสลิมที่โต้ตอบกับหลินที่รีบร้อนสรุปว่าเขาเป็นพวกผู้ก่อการร้าย-ก็ถึงกับทำให้เราได้ล่วงรู้สาเหตุที่ผลักดันเขากับพรรคพวก (และอาจรวมถึงชาวมุสลิมที่ร่วมอยู่ในขบวนการก่อควรไม่สงบคนอื่นๆ) ไม่อาจหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังคมไทย “เธอก็เหมือนกับคนอื่นที่ไม่ยอมทำความเข้าใจอะไร คิดถึงแต่เหตุผลของตัวเอง เคยถามซักคำมั้ยว่าอะไรมันเป็นยังไง” เป็นไปได้หรือไม่ว่า ในประโยคเดียวกันนี้ ฟารุกเองกำลังหมายถึงรัฐที่ไม่เคยยอมทำความเข้าใจคนพื้นเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และยึดถือแต่เหตุผลของตัวเอง-ซึ่งใครที่มองย้อนกลับไปในทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้-ก็จะพบได้ว่าบทบาทของรัฐเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นที่เรื่องน่าเชื่อตามคำรับรองแข็งขันของฟารุกในการเผชิญหน้ากับธรรม-ว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการระเบิดรถไฟ (“ผมขอยืนยันว่ามันไม่ใช่วิธีการของผมหรือคนของผม”) และนั่นทำให้ผู้ชมสามารถตระหนักได้โดยปริยายว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้-เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน เกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่ม หลายอุดมการณ์ อันส่งผลต่อวิธีการในการต่อสู้ที่แตกต่างกันออกไป ข้อสำคัญ มันสำแดงให้เห็นว่าความแตกแยกและปริร้าวของคนในชุมชนต่างเชื้อชาติ, ศาสนา-แผ่กว้างไพศาลเกินกว่าที่หลายคนคาดคิดจริงๆ

กล่าวในที่สุดแล้ว ต้องนับเป็นความเมตตากรุณาของคนทำหนังที่ในที่สุดแล้ว ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ชีวิตของธรรมต้องเข้ารกเข้าพง และชายหนุ่มสามารถค้นหาหนทางสรุปแก่นความหมายจากบทเรียนชีวิตในภาคปฏิบัติที่ยุ่งเหยิงได้อย่างมีสติสัมปชัญญะและน่าชื่นชม และนั่นก็คือ การรู้จักปล่อยวางและไม่ยึดมั่นถือมั่น-ดังข้อความที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้และถูกนำมาใช้เป็นประโยคเปิดเรื่องนั่นเอง

แต่การรับรู้ในสัจธรรมข้อนี้ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ธรรมได้รับการสอนสั่งมาตั้งแต่บวชเป็นพระแล้ว-ก็ไม่น่าจะสำคัญเท่ากับการที่ธรรม ‘ค้นพบ’ หนทางที่จะดำเนินชีวิตของตัวเองไปในหนทางใด และมันไม่ได้ถูกแสดงผ่านคำพูดของชายหนุ่มในช่วงท้ายเรื่อง-ที่ว่า “กรรมที่ดีๆจะเป็นเครื่องชี้นำทาง” เท่านั้น แต่หนังยังบอกผ่านการใช้สัญลักษณ์ และนั่นก็คือการหัดขี่จักรยานของธรรม-ที่ในตอนแรก มันเป็นไปด้วยความยากลำบากและทุลักทุเล ซึ่งอุปมาอุปไมยก็ไม่แตกต่างจากชีวิตของธรรมในช่วงที่เพิ่งลิ้มรสชาติของวิถีในทางโลก แต่หลังจากผ่านบทเรียนยากๆ การรักษาสมดุลบนสองล้อของจักรยาน-ก็เป็นไปได้ง่ายดายขึ้น

อีกส่วนที่ควรได้รับการกล่าวถึงก็คือตอนจบที่ผู้ชมอาจนึกสงสัยว่าสุดท้ายแล้ว วิถีชีวิตของพระเอกของเรา-ลงเอยในสภาพเช่นใด เพราะหนังลำดับภาพหลายๆช็อทท้ายในลักษณะที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน นั่นคือภาพของธรรมในบทบาทของนักบรรยายธรรมะให้กับเด็กนักเรียน, คนขายโทรศัพท์มือถือ, ช่างตัดผม และสุดท้าย ภาพของตู้กระจกใบที่เคยเก็บเครื่องอัฐบริขารของธรรม แต่ทว่าข้าวของเหล่านั้นกลับว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
จริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา และสันนิษฐานได้ไม่ยากเย็นว่า คนทำหนังคงต้องการเปิดช่องให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการเลือกว่าพวกเราปรารถนาให้ธรรมเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งสี่ตัวเลือกข้างต้น-ล้วนแล้วเป็นไปได้ แต่ก็เป็นอย่างที่รู้กัน ชีวิตจริงไม่เหมือนกับข้อสอบของเด็กประถมหรือมัธยม-ตรงที่มันไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียว หรือกระทั่งไม่มีอะไรถูกหรือผิดด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า เส้นทางชีวิตของธรรมนับจากนี้ ควรจะก้าวเดินไปในหนทางใด

 แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าชายหนุ่มจะลงเอยด้วยการเป็นอะไร ความอุ่นใจประการหนึ่งของผู้ชมก็ตรงที่เราต่างสามารถมั่นใจได้ว่า-เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุม ’จักรยาน’ ของตัวเองได้อย่างมีความยั้งคิดและวิจารณญาณ และความห่วงกังวลว่าเขาจะไปล้มคว่ำคะมำหงายเหมือนกับในตอนที่เพิ่งจะหัดขี่ช่วงต้น-ก็ค่อยคลายตัวลงไปเยอะทีเดียว


“โอเค เบตง” (2546)
กำกับ-นนทรีย์ นิมิบุตร/อำนวยการสร้าง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ/ควบคุมการสร้าง-นนทรีย์ นิมิบุตร, ดวงกมล ลิ่มเจริญ/บทภาพยนตร์-ศิรภัค เผ่าบุญเกิด จากเค้าโครงเรื่องของนนทรีย์ นิมิบุตรและเอก เอี่ยมชื่น/กำกับภาพ-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์/ออกแบบงานสร้าง-เอก เอี่ยมชื่น/ลำดับภาพ-ม.ร.ว.ปัทมนัดดา ยุคล, เป็นเอก รัตนเรือง/ดนตรีประกอบ-ชาติชาย พงศ์ประภาพันธุ์/ออกแบบจัดหาเครื่องแต่งกาย-น้ำผึ้ง โมจนกุล/ผู้แสดง-ว่าน - ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง, จีรนันท์ มะโนแจ่ม, ด.ญ.สรัญญ่า เครื่องสาย, พิภูษณ วิจิตรวงศ์เจริญ, สรวงสุดา ศรีธัญรัตน์, อรรถพร ธีมากร, รำเพย ยิ้มแย้ม/สี/ความยาว 99 นาที
















สมัครสมาชิก Thai Film เพื่อรับข่าวสารข้อมูลทางอีเมล์และรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิก [ JOIN ]


Copyright © 2004
Thai Film Foundation All Rights Reserved.
Site by Redlab